
การทำสมาธิ ตามตำราของหลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร ตอนที่ 1
ตอน 1
ต่อไปผู้เขียนจะขอเล่าถึงหรือเขียนถึงการทำสมาธิตามตำราของหลวงพ่อ เบื้องต้นตามที่ผู้เขียนฝึกฝนและเรียนมา ใช้เวลาฝึกฝนอยู่ตั้งแต่จบ ป. 4 (10 ขวบถึง 66 ปีเพิ่งจะเรียนจบอนุบาล ตอนนี้ศึกษาอยู่ประถม 1 ใช้เวลาศึกษาอยู่ 55 ปี) ผู้เขียนรอดจากคุกไม่เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ไต, มะเร็ง, เอดส์ฯ ก็เพราะเกิดจากการทำสมาธิ, ศีล และบุญ รอดจากคุกคือมีสติ ไม่ไปยิงเขาทำร้ายเขา ขาดสติขาดความอดทน ตอนที่ผู้เขียนอายุ 10 ขวบ (จบ ป.4) ได้เดินทางไปเรียนวิธีทำสมาธิจากหลวงพ่อ (พ่อของผู้เขียนบ้านเดิมอยู่ติด ๆ กับวัดไม่ไกล ชื่อบ้านหัวเด่น ย่าฉวน เป็นแม่ของพ่อ ได้ดูแลหลวงพ่อ อยู่ที่วัด อายุแก่กล้าหลวงพ่อ 7-8 ปี ตอนหลังเดินไม่ไหว ได้ให้น้องสาวคือ นายฉาย มาดูแลแทนอยู่ 3-4 ปี หลวงพ่อก็มามรณภาพ พ่อมาอยู่กินกับแม่ที่บ้านปากน้ำ เขตติดต่อชัยนาท ระยะทางห่างวัด 34 กิโลเมตร) ผู้เขียนอยากเก่งแบบขุนแผน (ไอดอล) จริง ๆ คือ อยากเรียนอาคม, อยากเก่ง, ร่องหน, หายตัว, คงกระพัน, เมตตาฯ ได้มาพูดกับท่านว่า อยากเรียนทางใน (สมาธิ) และอาคม ท่านเมตตารับไว้ (พ่อเคยยกให้หลวงพ่อ ตอนไม่สบาย (เจ็บ) ตอนอายุ 4 ขวบ (ไว้โก๊ะให้ 5 โก๊ะ) ได้ไปวัดแทบทุกครั้ง ก็จะนั่งสมาธิ อยู่ชั้นรับแขก (ชั้นเดียวกับสุนัขของท่าน) นั่งสมาธิหัวโด่ อยู่แต่คนเดียว รอบ ๆ ตัวหมาเขาจะมานั่งนอนด้วย หลายครั้งแขกมาธุระ เป็น 2-3 ชั่วโมง เขาไม่เห็นผู้เขียน คือเขาไม่คิดว่า มีคนนั่งปนอยู่กับหมา ผู้เขียนได้ฝึกสมาธิอยู่หลายปี เรียนภาคปฏิบัติบ้าง เช่นดับพิษไฟ, คงกระพัน, ปลุกของ, เพ่งวัตถุ, ให้วิ่ง, ให้หยุด เอาแบบเล็ก ๆ ก่อน, นั่งสมาธิในน้ำ เรียนการสร้างวัตถุมงคลบ้างฯ การเรียน เรียนตรงเสากลางกุฏิ ชั้นกลางติดเสา เขียนนะแสนยันต์ก็เขียนตรงนั้น เขียนลงพื้นหลวงพ่อใช้เล็บเขียนลงพื้น เรียนอยู่แต่คนเดียว แต่เวลาครอบหัวหมู ได้ครอบ 2 คน กับ อ.ตั้ว (อดีตเจ้าอาวาสวัดซับลำใย) เขาเป็นเณรอายุ 18-19 ปี ผู้เขียน 19-20 ปี อ.ตั้งเป็นพระโหล่ (โหล่ ไม่ใช่ โหล) เป็นศิษย์สัก อ.สมภพ วัดสาลิโข (มีลายสัก ลายเดียวกับผู้เขียน จึงชอบพอกัน นับเนื่องกัน) ผู้เขียนก็เรียนสมาธิ, อาคม ฯ ได้หน้าลืมหลัง ก้าวหน้า 3 ถอยหลัง 1 ศีลก็แม่นมั่งไม่แม่นมั่ง พูดจาตรงมั่ง ไม่ตรงมั่ง, ฆ่าสัตว์มั่ง เผลอไป ขาดสติ มีเชือดไก่, ทุบปลา, ดักปลาหาปลา ทำตัวเป็นพราน ฆ่าสัตว์ ขาดสติ ฆ่างู ดังสัตว์, ตีผึ้ง, ฆ่าคางคก (เข้าบ้าน), ฆ่าหนู, สมาธิที่เกิดเดี๋ยวเกิด, เดี๋ยวดับ ปัญญาก็เช่นกัน ศีลที่เลวร้ายสุด คือ มุสา มีคนมาถามเรื่องพระจริง พระปลอม ก็พูดเอาใจเขาว่า “สวย” จิตใจตกต่ำ ไม่มีพลัง วิชาอาคมที่ได้จึงได้แบบเป็ด, แบบค้างคาว, แต่เอาตัวรอด เคยฝึกวิชาหายตัว นั่งสมาธิบนหลังคา แดด ๆ ทำได้แต่ว่า “หายหัว” ทำได้แต่เล็ก ๆ แต่หายตัวทำไม่ได้ บางคนเขาว่าผู้เขียนบ้า ทั้งหมู่บ้าน (บ้าวิชา) แต่ก็เป็นคนเดียวทั้งหมูบ้าน ที่ว่าบ้า แต่ได้ไปเรียนหนังสือถึงกรุงเทพ หายหัวนี่ก็ทำได้ไม่ยาก เวลาจะใช้ จะหาไม่เจอ แต่เวลาจะกิน ไม่ต้องเรียกก็มา การฝึกปฏิบัติตามนี้ คือฝึกไปสนุกไป คนที่ไปชอบ ผู้เขียนฝึกแต่อายุ 10-20, 20-30 ปี อายุ 30 ปีเศษ รู้เคล็ดของการทำสมาธิ ถืออาคมให้ขึ้น คือ พัฒนาทางอาคมดีขึ้น รู้เคล็ด (แต่ก็ไม่ไปถึงไหน) อายุ 30-40-50 ปี ก็ยังเหมือนเดิม คิดว่า ตัวเองอยู่บนยอดเขา มาพิจารณาดู ตัวเองก็อยู่ตีนเขา ที่เดิม เดินมาได้ 1 รอบภูเขากลับมาที่เดิม เพิ่งจะเรียนชั้นอนุบาล (ใช้เวลา 20 ปี) พอดีบุญเก่าตามมาทัน ได้พบหนังสือธรรมคำสอน ของท่านอาจารย์ชา และหลวงปู่ดุลย์ (ตามคำทำนายของหลวงพ่อกวย) ผู้เขียนได้ธรรมข้อแรกคือ ไตรรัตน์ (ทุกขัง, อนิจจัง, อนัตตา) โลกทั้งโลกเปลี่ยนไป ถ้าท่านปฏิบัติแบบสนุก ๆ แบบผู้เขียน ก็จะไม่ได้อะไรเลย แบบผู้เขียนนี่แหละ 20 ปีก็ไม่ได้อะไรเลย สิ่งที่ได้คือสมาธิเล็ก ๆ น้อย ตายแล้วก็กลับมาเกิดใหม่ คาถาเบื้องต้นที่หลวงพ่อสอน เช่นเวลาจะขับรถ (สตาร์ท) ท่านพูดว่าใช้บทนี้ “อมมหา ระวัง” คือ ตั้งสติก่อนสตาร์ท ด้วยคาถานี้ จะต้องดู เกียร์รถว่าว่างอยู่หรือเปล่า, คาถาเดินทางเข้าป่า ใช้ “อมมุดมุด พญาครุฑจะเดินดง” จะป้องกันงูพิษได้, เดินทางป้องกันเจอโจรหรือพบโจรผู้ร้ายใช้คาถาหัวใจโจร “กันหะเนหะ” หรือบท “อิตถี โจรัง วินัสสันติ” (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลองใช้บทนี้ หลวงพ่ออาจไปเรียนมา) ผู้เขียนใช้คาถาเสือสมิง ก็รู้สึกว่าดีเวลาเดินทางฯ ที่เล่ามานี้ คือ ความล้มเหลว แต่ก็ดีบ้างไม่ดีจริงบ้าง ผู้เขียนใช้สมาธิและเวลาเหล่านี้ ศึกษาเรื่อง ผี, วิญญาณ จึงได้รู้ว่า ตัวเราก็คือ ผี หรือวิญญาณ คือค่อย ๆ ฝึกดูศพ, นอนกับคนก่อนตาย จนตาย นอนอยู่ด้วยกัน ในมุ้งเดียวกัน ฝึกอยู่หลายปี เลยไม่กลัวผีศพ, ผีวิญญาณฯ ผีที่น่ากลัวกลับเป็นหนังผี ไม่มีผีเอามือบีบคือคนแบบในหนัง ผีมันจะกลัวเรา เขาไม่มีสร้อยประคำ, ไม่มีมีดหมอ, ไม่มีทรายเสก, ไม่มีข้าวสารเสก, ไม่มีใบหนาด, แทบไม่มีอะไรเลย ผีแม่นาคเค้าเดิม แต่งงานกับคนโขน มีสตางค์ เรื่องจริง ๆ แม่นาคตายก่อน ออกลูกตาย ลูกหลานสามีแม่นาค กลัวปู่ ตา แต่งงานใหม่ สมบัติจะกระจัดกระจาย เลยแต่งเรื่องหลอกผี ให้คนไม่มาแต่งงานกับปู่ตา ทำเป็นผีวิดระหัดเข้านา, เอาหินปาชาวเรือแพ เจ้าอาวาสวัดมหาอุศย์ เล่าให้พระราคาคณะในกรุงเทพให้ฟัง ไม่มีผีแม่นาค เรื่องที่ฟังและดูในละครดังมาก และในหนังต่อมา เป็นเรื่องแต่ง เรื่องที่แม่นาคแต่งงานกับนายมาก เป็นเรื่องแต่งขึ้น น่ากลัวมาก มีสมเด็จโต นายมากไปรบ เมียตาย (แม่นาค) มีสมเด็จโต, มีปั้นเหน่ง, เอาปั้นปั้นเหน่งถวายเสด็จกรมหลวงชุมพร แต่งขึ้นทั้งนั้น แต่ดูแล้วน่ากลัว สนุกตื่นเต้น ผู้เขียนเคยกลัวมาก เป็นเรื่องของผีไทย ที่มีเค้า (มูล) จากเรื่องจริง หนังแม่นาค แม้สร้างใหม่ก็น่าดู
ก่อนที่เราจะไม่กลัวผี เราต้องเข้าใจว่า เราคือ ผี มีผีอยู่ในตัว แต่เราก็กลัวอยู่ ไม่อยากเจอ ผู้เขียนใช้ธรรมข้อนี้ อ.ชา พูดว่าท่านเคยกลัวเสือ ได้หนีเสือ พอคิดขึ้นได้ ท่านมาพิจารณาว่า กลัวอะไร ลงท้าย คือ กลัวความตาย พอคิดได้ว่าท่านกลัวตาย พอคิดได้ว่า กลัวแล้วหนีตายได้หรือไม่ คิดได้ว่าหนีไม่พ้น พอคิดได้ว่ากลัวแล้วหนีตายได้หรือไม่ คิดได้ว่าหนีไม่พ้น พอคิดได้ท่านเลยไม่กลัวอะไร สุดท้ายคือ กลัวตาย แต่ไม่มีใครหนีตายพ้น ท่านเลยไม่กลัวอะไร เมื่อไม่กลัวอะไร ผีก็ไม่กลัว คนก็ไม่กลัว, ตายก็ไม่กลัว เมื่อไม่กลัวผี เขาจึงให้เรา เจอกับผีได้ พูดคุยได้ เลี้ยงไว้ ในบ้านก็ได้ รอบ ๆ บ้านก็ได้ เดินไปหาเขา ตอนกลางคืนตามศาลเจ้า (ที่เขาทิ้ง) ตามต้นไม้ก็ได้ คนยังกลัวผี เขาจะไม่ให้พบได้ง่าย ๆ มีมติติวางอยู่ ไม่ให้เห็นกัน (นอกจากคนใกล้ตาย, คนบ้าฯ)
เรื่องตัดใจไม่ให้โกรธ เวลาปะทะกัน อ.ชา สอนว่า เขาด่าเราว่าเราอิจฉาเรา ถ้าเขาว่าเราเป็นความจริง เรามาพิจารณาดู ก็เป็นความจริง เรามาพิจารณาดู ก็เป็นความจริง เราจะไปโกรธเขาทำไม แก้ไขซะ ถ้าเขาด่าเราไม่จริง ก็มันไม่จริง เราจะไปโกรธเขาทำไม ก็มันไม่จริง ถ้าเขาอิจฉาเราแกล้งว่า ให้ฟังคิดว่าเป็นเสียงนก เสียงกา (เสียงหมาเห่าก็ได้) ให้คิดว่ายังดี แค่เขาด่าเรา ถ้าเขาตีหัวเรา ให้เราคิดว่า ยังดีแค่เขาตีหัวเรา ดีว่าเขาไม่ฆ่าเรา ถ้าเขาฆ่าเราก็ให้คิดว่ายังดีเขาแค่ฆ่าเรา เขาฆ่าเรายังดีกว่าที่เราต้องฆ่าตัวตายเอง (ผูกคอตาย, ยิงตัวตาย) ถือว่าโชคดี (แต่ถ้าถึงขึ้นฆ่ากัน ควรหาพระดี ๆ เก่ง ๆ คล้อง ถ้าเราตายก่อนเวลาอันควร ลูกเมียอาจลำบาก แต่อย่าไปฆ่าเขา เราตายเราอาจสบาย เราติดคุกไม่สบายเลย)
เรื่องไฟไหม้, น้ำท่วม, ลูกตาย, สามี, ภรรยาตายฯ ให้คิดว่าเป็นกรรม เขาทำมาแค่นี้ ไฟก็ทำหน้าที่ของเขา เด็กก็ตายได้ ผู้ใหญ่ก็ตายได้ เป็นเรื่องกรรมเก่าที่ทำมา คนต้องตาย พิจารณาอยู่เสมอส่วน บางคนรวย, จน เป็นใหญ่เป็นโต อ.ชา พูดว่าเราไปหมาย (คิดเอาเอง) ว่าเขาดีกว่าเรา จริง ๆ คนเราก็มีเท่า ๆ กัน ทหาร, ตำรวจ, รัฐมนตรี, อัยการ, ศาล ฯ มีทุกข์, สุข, มีกรรมฯ เหมือน ๆ กัน แต่คนเราไปหมาย (คิดเอา) ว่าคนโน้น คนนี้ ดีกว่า จริง ๆ ก็มีทุกข์, สุขฯ เหมือน ๆ เรานี่แหละ ธรรมข้อนี้ ต้องคิดให้แตก จึงจะมองออก
นอกเสียจากผู้คิด ท้อแท้ปล่อยไปตามกรรม จึงคิดว่าเขาดีกว่า ไม่ทำตัว ให้เป็นประโยชน์ ทำตัวให้ตกต่ำ ทุก ๆ คนสามารถทำความดีได้ตามกำลัง
เริ่มเข้มข้นขึ้น ของการปฏิบัติ คนที่จะปฏิบัติแบบเข้มข้น โดยมากต้องพร้อม ความพร้อมข้อนี้ก็สำคัญ คือ สตางค์ ถ้าพอมีปัจจัยลูกก็โตแล้ว ทำงานแล้ว คนปฏิบัติจะมีโอกาสดีกว่า คนที่ยังไม่พร้อมทางปัจจัย แต่ถ้าคนที่ยังไม่พร้อม ก็ให้ปฏิบัติแบบขั้นต้น ไปพราง ๆ ก่อนจะดี ถ้าเป็นพระก็จะดี มีโอกาสมากและยังต้องเป็นหลักที่ปรึกษาให้ลูกด้วย ถ้าลูกต้องการ อีกข้อคือ เลิกทำอะไรก็พอเลิกได้ แต่ยังต้องเป็นหลักหาสตางค์ให้ทางบ้าน (ลูก, เมีย) ปรึกษาแต่ไม่ฝักใฝ่และต้องไม่ตายก่อนภรรยา (พ่อ, แม่) แต่ถ้ายังรักโลกนี้อยู่ก็ปฏิบัติแบบผู้เขียน สนุกไป 20 ปี (คือคิดว่าตายแล้ว เดี๋ยวก็มาเกิดใหม่สนุกดีจริง ๆ ก็สนุกดี สวรรค์ไม่มีมือถือ, ไม่มีรถ, ไม่มีไฟฟ้า, ประปา, ไม่มีเครื่องมืออำนวยความสะดวก แทบไม่มีอะไรเลยอยู่กันเฉย ๆ ภาวนา อย่างเดียว ไม่มีหุงหาอาหาร ไม่มีงานอะไรทำ ถ้าคนไม่ชอบภาวนา (นั่งภาวนาเฉย ๆ ) ไปสวรรค์ก็อยู่กับเขาไม่ได้ เดี๋ยวก็กลับ ถ้าคนพอใจในโลกมนุษย์ ก็ยุติแต่ภาคอนุบาลแต่เพียงนี้ ไม่ต้องอ่านตอน 2 (ปฏิบัติภาคต้นคนทั่วไปเรียกว่า อาณาปานสติ (นั่งกดทับกิเลส))

