
"พระคาถา" ต่างกับ "หัวใจพระคาถา"
ที่มาของ"พระขุนแผน"ในปัจจุบัน
"สุ นะ โม โล" คาถาหัวใจขุนแผน
-
โด่งดังมาสองรอบ
รอบแรกในทีวีเรื่อง"ขุนแผนผจญภัย"
ครั้งที่สองจากเพลง"คาถาขุนแผน"
-
พระคาถาขุนแผน หลวงพ่อกวย
"โอมสิทธิ ท้าวฟื้นเจริญศรี
หน้ากูงามคือพระแมน นะมะพะทะ
แขนกูงามคือพระนารายณ์ นะมะพะทะ
ฉายกูงามคือพระอาทิตย์ นะมะพะทะ
ฤทธิ์กูงามคือพระจันทร์ นะมะพะทะ
สาวในเมืองสวรรค์เห็นหน้ากูอยู่มิได้ นะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงฝูงหงษ์ก็มาลืมถ้ำคูหา นะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงมหาเสนาก็มาลืมแท่นที่นอน นะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงลูกไก่อ่อน ก็วิ่งตามกูมา นะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงสาวไซ้ก็มาลืมแม่ นะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงสาวแก่ก็มาหลงไหล นะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงเจ้าทัยเทวีก็มาลืมสวดมนต์ นะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงฝูงคนก็มารักกูอยู่ทั่วหน้า นะมะพะทะ
ทั่วชั้นฟ้าและพื้นดิน นะมะพะทะ
เหมือนช้างรักงา เหมือนปลารักน้ำ
เข้าอยู่ในดงผมก็ลืมเกล้า
ข้าวอยู่ในคอก็ลืมกลืน
ให้สะอื้นคิดถึงตัวกูอยู่ทุกเวลาและราตรี อิติลีกัณหาชูชะโก โมกรุณา พุทปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู เอหิกะระนีโย
อิติปิโสพะคะวานะลีติ อิติมานิยม."
จบพระคาถา ขุนแผน ของหลวงพ่อกวย
-
สุ นะ โม โล คาถาหัวใจขุนแผน
สุดยอดคาถา เมตตามหานิยม จริงหรือไม่?
-
จากบทความก่อน(อ่านย้อนหลัง)ได้เล่าถึงที่มาของคาถาขุนแผน หลวงพ่อกวย
เพื่อนสมาชิกสนใจถามต่อมาว่า แล้ว คาถาหัวใจขุนแผน มีที่มาอย่างไร?
-
ขอชี้แจงเบื้องต้นว่า พระคาถา แตกต่างจาก หัวใจคาถา คือ
พระคาถาคือเนื้อหายาวๆ เช่น คาถาขุนแผน ของ หลวงพ่อกวย
-
แต่ หัวใจคาถา คือ บทย่อสั้นๆเพื่อใช้บริกรรม เช่น สุ นะ โม โล ดังนี้
ในวรรณคดี"ขุนแผน"ใช้วิชาเมตตามหานิยมอยู่เป็นประจำ
คือ กรณียเมตต์ มหาละลวย มหาละลวยใหญ่ เทพรัญจวน และ นะปถมัง
-
คาถาหัวใจขุนแผน สุ นะ โล โล เผยแพร่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ทราบได้
เพราะในตำราคาถา ๑๐๘ ยันต์ ๑๐๘ ของโบราณ“ไม่มีคาถาหัวใจขุนแผน”
แม้แต่ใน วรรณคดี ขุนช้าง ขุนแผน เองก็ไม่มี
-
คาถาขุนแผน มีแต่คาถาที่ขุนแผนใช้ทางเมตตามหานิยม เช่น
๑.กรณียเมตตา
๒.หาละลวย
๓.เทพรำจวน
๔.มหาละลวยใหญ่
ทั้งนี้ก็เพราะคาถาอาคมต่างๆนั้น ได้ถือกำเนิดก่อนที่จะมีตัวละคร ขุนแผน ในวรรณคดี
-
*ด้วยเหตุนี้เกจิอาจารย์ดังหลายๆรูป จึงมีคาถาขุนแผน ที่แตกต่างไปไม่เหมือนกัน
แต่เนื้อในของคาถานั้น ล้วนแล้วไปในทิศทางเดียวกัน แต่ตัวคาถาต่างกัน
-
เมื่อตรวจสอบดูระยะเวลาที่คำว่า ขุนแผน ปรากฎ พอสรุปได้ดังนี้
"ขุนแผนสะท้าน" ผู้ทำพิธีตัดไม้ข่มนาม สมัยพระนเรศวรมหาราช
"ขุนแผน"มีชื่ออยู่ใน"คำให้การของคนกรุงเก่า"หลังเสียกรุงครั้งที่ ๒(๒๓๑๐)
-
๑.ชื่อพระ"ขุนแผน"ปรากฏครั้งแรก
เนื่องมาจากกรุพระวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี
แตกกรุ พ.ศ.๒๔๔๕ ผู้คนได้นำพระไปใช้ห้อยคอ ปรากฏอภินิหาร ความศักดิ์สิทธิ์
ด้านคงกะพันชาตรี โดยเฉพาะ"เมตตา มหาเสน่ห์"นั้นยอดเยี่ยมนักนักเล่นทั้งหลาย
จึงได้นำคุณสมบัติของขุนแผนในวรรณคดีใช้เรียกชื่อพระดังกล่าวว่า"พระขุนแผน"
-
๒.ต่อมาปี ๒๔๔๖ กรุวัดพระรูปแตก
พระมีลักษณะปางมารวิชัยนั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว
เมื่อนำไปใช้แล้วมีคุณสมบัติคล้ายกับขุนแผน จึงเรียกพระขุนแผนกรุวัดพระรูป เมืองสุพรรณ
-
๓. ปี ๒๔๗๘ พระขุนแผน คือพระพุทธชินราช
วัดใหญ่ชัยมงคล แตกรุออกมา
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวร สร้างอุทิศให้แก่ทหารหาญที่เสียชีวิต
มีพุทธคุณเช่นเดียวกับพระขุนแผน กรุบ้านกร่าง จึงเรียกว่า พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล
-
สรุป สันนิษฐานว่าคาถาหัวใจขุนแผน น่าจะมี ประมาณปี ๒๔๔๕-๒๔๗๘
คือเริ่มตั้งแต่ ๒๔๔๕ เป็นต้นไป เป็นอย่างต่ำ
-
ต่อมาพระเถราจารย์รุ่นหลังได้เห็นความมีเมตตาสูงของขุนแผนจึงได้คิด
คาถาเมตตามหานิยม ของขุนแผน ให้ศิษย์ใช้เรียกว่า"คาถาหัวใจขุนแผน"
ยันต์ขุนแผน ในเอกสาร วัดประดูทรงธรรม อยุธยา ก็เป็นการกำหนดใหม่
-
หลวงพ่อที่มีชื่อเสียงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้นที่พอสืบประวัติต่อเนื่องเรื่องการใช้พระคาถาหัวใจขุนแผน คือ หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี
ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาส มีชื่อเสียงโด่งดังเลื่องลือ ในภาคกลาง
-
หลวงพ่อแดง ได้มอบคาถาหัวใจขุนแผน ให้"คุณสมชาย ศรีภูมิ"พระเอกผู้แสดงเป็นขุนแผน
ในทีวีช่อง ๗ ที่ฉายติดต่อกันสิบกว่าปี เป็นที่นิยมไม่เสื่อคลาย คาถาว่าดังนี้
*ตั้งจิตให้มีสมาธิ
*ท่องนะโม สามจบ.. ตามด้วย
สุ นะ โม โล
นะ โม พุท ธา ยะ
(อธิษฐานแต่สิ่งที่ดีงามตามปรารถนา)
----
สุ นะ โม โล / หัวใจขุนแผน
นะ โม พุท ธา ยะ/ พระเจ้าห้าพระองค์
-
"ขุนแผน"ผจญภัย"สมชาย ศรีภูมิ"แสดงเป็น"ขุนแผน"สิบกว่าปี ใช้พระคาถาหัวใจขุนแผน
ต่อเนื่องมารวม ๔๐กว่าปี ผู้คนก็ยังจำได้ ยังรักและเมตตาเขาแสดงเป็น ขุนแผน
ใน "ขุนแผนผจญภัย" ความยาวกว่าสิบปี จนคุณสมชาย สร้างบ้านได้
-
ด้วยเหตุนี้ เกจิอาจารย์ดังหลายๆรูป จึงมี คาถาขุนแผน ที่แตกต่างกันด้วยเหตุว่า
เป็นเรื่องของการกำหนดให้จิตมีพุทธคุณ หรือวัชรญาณ หรือ แบบพราหมณ์
-
คาถาหัวใจขุนแผน ที่โด่งดังที่สุด ที่ชายไทยทั่วประเทศรู้จักและนำไปใช้คือ
สุ นะ โม โล
นะ โม พุท ธา ยะ
-
สุ นะ โม โล ของหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ นำมาจาก
๑. หัวใจพุทธคุณ
๒. คาถาพระเจ้า ๕ พระองค์
-
๑. หัวใจพุทธคุณ ๙ คือ“อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ” นำมา ๒ คำ
*สุ คือ สุคะโต หมายถึงเป็นผู้ดำเนินไปได้ด้วยดี
*โล คือ โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
-
๒. คาถาพระเจ้า ๕ พระองค์ นะ โม พุท ธา ยะ
นำมารวม กับ หัวใจขุนแผน ๒ คำ คือ นะ กับ โม
รวมเป็นหัวใจขุนแผน "สุ นะ โม โล"มีความหมายดังนี้
-
*สุ คือ สุคะโต หมายถึงเป็นผู้ดำเนินไปได้ด้วยดี
*นะ หมายถึง พระกุกกุสันโธ ใช้เขียนแทน ธาตุน้ำ หรือ อาโปธาตุ
มีกำลังเท่ากับ ๑๒ ใช้ในการปลุกเสกให้เกิดพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม
*โม หมายถึง พระโกนาคม ใช้เขียนแทน ธาตุดิน หรือ ปฐวีธาตุ
มีกำลังเท่ากับ ๒๑ ใช้ในการปลุกเสกให้เกิดพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี
*โล คือ โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
-
สรุปความหมายของ หัวใจขุนแผน สุ นะ โม โล
คือ สุ ให้ชีวิตดำเนินไปตามทำนองคลองธรรม
"ธาตุน้ำ" คือการให้ความเมตตา น้ำไหลแทรกไปไม่เลือกที่
"ธาตุดิน"คือความแข็งแกร่งมีหลักการความมั่นคง คงกะพันชาตรี
ดำเนินชีวิตไปด้วยความเมตตาและรู้ทันโลกแจ่มแจ้ง
-
- จึงไม่ใช่ ความหมาย ของการทำให้รักหลงไหล ●เพราะคาถาอาคมยุครัตนโกสินทร์
ไม่มีพุทธมนตรยาน หรือ แบบพราหมณ์ เช่น โอม สวาหะ เปลี่ยนเป็นบทสรรเสริญพระพุทธองค์
-
สำหรับความหมายของ พระเจ้า ๕ พระองค์ "นะ โม พุท ธา ยะ" มีดังนี้
๑ นะ หมายถึง พระกุกกุสันโธ ใช้เขียนแทน ธาตุน้ำ หรือ อาโปธาตุ
มีกำลังเท่ากับ ๑๒ ใช้ในการปลุกเสกให้เกิดพุทธคุณด้าน"เมตตามหานิยม"
๒ โม หมายถึง พระโกนาคม ใช้เขียนแทน ธาตุดิน หรือ ปฐวีธาตุ
มีกำลังเท่ากับ ๒๑ ใช้ในการปลุกเสกให้เกิดพุทธคุณ ด้าน"คงกระพันชาตรี"
๓ พุท หมายถึง พระกัสสปะ ใช้เขียนแทน ธาตุไฟ หรือ เตโชธาตุ
มีกำลังเท่ากับ ๖ ใช้ในการ "ขับไล่ สิ่งอัปมงคล หรือสะเดาะเคราะห์"
๔ ธา หมายถึง พระสมณะโคดม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ใช้เขียนแทน
ธาตุลม หรือ วาโยธาตุ มีกำลังเท่ากับ ๗ ใช้ด้าน"การล่องหน กำบังตน"
๕ ยะ หมายถึง พระศรีอารยเมตไตรย (พระพุทธเจ้าองค์ถัดไป
หลัง พ.ศ.๕๐๐๐) ใช้เขียนแทน อากาศธาตุ มีกำลังเท่ากับ ๑๐
เมื่อรวมกำลังธาตุทั้ง ๕ ก็จะเป็นคุณพระพุทธเจ้า ๕๖
-
- สวด"นะ โม พุท ธา ยะ"ทุกๆวัน จะเกิดผลในทุกๆด้าน ทั้งแคล้วคลาดปลอดภัย
เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ก็ดีนัก สมัยโบราณนิยมกันมาก จนถึงปัจจุบัน
-
- ตัวคาถาสมัยโบราณ คือ การเริ่มต้นเรียนไสยเวทวิทยา การท่องมนต์
- พระคาถา เป็นกุศโลบายให้จิตเกิดสมาธินิ่ง ให้จิตจับที่พระคาถา เป็นแก่น
-
*คาถาเมตตามหานิยม เหมาะกับ พระหนุ่มเณรน้อย ในวัยรุ่น แรกรัก
จึงปรารถนาจะให้ตนเองเป็นที่รักจนขยันหมั่นเพียรมีสมาธิมั่นคงอย่างไม่รู้ตัว
จากนั้นเป็นการเรียนลงยันต์ เขียนผง คงกะพันชาตรี สะเดาะโซ่ตรวน ต่อไป
-
ปราชญทางพุทธศาสตร์ "อาจารย์เสถียร โพธินันทะ"เคยศึกษาพลังจิต เล่นคาถามาก่อน
ต่อมาท่านเลิกเล่นแล้วมาเป็นนักเขียนชื่อดังทางศาสนา
แตกต่างกับ"ขุนพันธรักราซเดช" ที่มีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนแต่เป็นข้าราชการจึงแสดงฤทธิ์ไม่ได้
ต่างไปจาก "อาจารย์ชม ไชยคีรี" ศิษย์สายเขาอ้อเช่นกันท่านรักทหารชาติบ้านเมือง
วัตถุมงคล"ชุดเสด็จกลับ"จึงมีชื่อลือลั่นเพราะแสดงฤทธิ์ได้ดังนี้แล
-
บทความ อ.ถนัด ยันต์ทอง
๓ ตุลาคม ๒๕๖๕
ภาพ
*ถึงแม้เพียงภาพวาด"แต่แววตา"ของนางพิม บอกอารมณ์ได้สุดวิเศษนัก
ไม่มีศิลปินคนใด วาดความรู้สึกจากแววตา ได้ดีเกินกว่า บรมครู เหม เวชกร
Cr. ไหว้พระไหว้เจ้า, สุดยอดเกจิสยาม

