หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม (บ้านแค) จังหวัดชัยนาท

Luang Por Guay 010

เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อกวย ตอนที่ 2

เสก 17 ธันวาคม 60 เสกที่วิหารรูปหล่อ พระนั่งปรกกันเต็ม มามากเป็น 10 องค์ คนก็ขึ้นไปเต็ม ผู้เขียนนั่งอยู่ด้านล่าง ข้างฆ้องใหญ่ นั่งด้านหลัง หลวงพ่อเหลือ รัดขอนชะโงก ท่านนั่งนิ่งมาก ผมไม่เคยเจอพระที่นิ่ง ๆ แบบนี้นานแล้ว (เคยเจอหลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกระถิน องค์หนึ่งเสกที่วัดหลวงพ่อโม) ผมเห็นพลังจิตของท่านพุ่งขึ้นทางศีรษะตลอดเวลา คลื่นนี้คล้ายคลื่นแอร์ สังเกตให้ดีจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า พอเสกเสร็จท่านรดน้ำมนต์ (พรม) ให้ผมไปรับน้ำมนต์เป็นคนแรก และออกมาเป็นคนสุดท้าย ได้ขึ้นไปคุยกับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ดูแล้วท่านผอม ๆ คล้ายไม่ค่อยสบาย เลยสวดคาถา”อุณหิสวิชัย” ต่ออายุและขอให้ท่านอยู่ต่อนาน ๆ ท่านอนุโมทนา และให้พรกลับมา ได้ก้มกราบท่านที่ตัก ท่านเมตตาเป่าหัวให้นานมาก เลยเข้าไปกราบครูบา องค์หนึ่งมาไกลจากลำพูน ศิษย์ครูบาขันแก้ว เห็นท่านมาไกล บอกท่านว่า ผมเคยขึ้นกรรมฐานกับครูบาขันแก้ว ดูอาการท่านตกใจ ท่านไม่รู้จะทำอย่างไร วักน้ำมนต์ในบาตร มารดหัวให้ผู้เขียน หลายครั้ง สร้อยประคำของท่านสวยจังเลย ครูบาขันแก้วนี้เคยสร้างเหรียญรุ่นแรกรูปไข่ ผู้เขียนเคยเอามาลองยิง ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ถูก (เคยเห็นที่ บก.พระเกจิก็มี) เหรียญก็ราคาไม่แพง เขาเก่ง ศิษย์พี่ครูบาชุ่ม วัดวังมุยก็เก่ง ยิงไม่ถูกเหมือนกัน (เหรียญรุ่น 1) วันนั้นความแตกนักข่าวเกิดจำผู้เขียนได้ ได้แนะนำให้รู้จักกับเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท คราวนี้เองนักข่าวต่าง ๆ มาถ่ายรูปเป็นสิบ ๆ คนเลย ซึ่งปกติผู้เขียนจะไม่แนะนำตัวเองให้ใครรู้จัก เกรงเขาจะมองว่า ศิษย์ของหลวงพ่อ ไอ้อาจารย์เฒ่า คนนี้ รูปร่างเหมือนเสือ เหมือนโจร เกรงจะทำให้หลวงพ่อเสียชื่อเสียงได้

ต่อไปจะขอบันทึกเล่าเรื่องของอภินิหารย์ของเหรียญรุ่น 1 เอาไว้ เป็นเรื่องเก่าแต่ที่นำมาเล่ามันมีเหตุและมีของดีมาฝาก พูดว่า ดี ก็ไม่รู้ว่าดีอย่างไร พูดว่าเก่งก็ไม่รู้ว่าเก่งอย่างไร จะกินเก่งหรือนอนเก่งก็ไม่รู้ (ถ้าเก่งในทางที่ไม่ดี ผู้เขียนก็เก่ง ผู้เขียนจะคุยว่า “เรื่องกินเรื่องเล่นไม่ย่นย่อ เรื่องพายเรื่องถ่อ ผมไม่สู้ใคร” ขอเล่าอภินิหารย์เหรียญรุ่น 1 พอสังเขป สัก 2-3 เรื่อง

เรื่องที่ 1 ต้านปืนลูกซอง นายหอมกรุ่น เป็นคนบ้านหนองแขม อยู่ใกล้ ๆ หนองอีดุก (วัดหนองปลาดุก-วัดอารีทวีวัฒนาราม วัดในความดูแลของพลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ และคุณหญิงอารีย์ สมัยรุ่งเรื่อง) เพื่อนนายหอมกรุ่นชวนนายหอมกรุ่นมากินเหล้า พอเมาได้ที่ได้ชวนนายหอมกรุ่นไปกินเหล้าต่อที่ตลาดสรรคบุรี พอมาถึงวัดป่าลาน (กลางทาง) เพื่อนก็หยุดมอเตอร์ไซค์ ให้นายหอมกรุ่นลง พอลงรถได้ที่ เพื่อนนายหอมกรุ่นก็ชักปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์เมดอินบ้านฉาง อุทัยธานี ตราควาย ออกมายิงนายหอมกรุ่น 1 นัด แต่ยิงไม่ออกยิงติด ๆ เลย นายหอมกรุ่นกำลังเมาคิดว่าเพื่อนล้อเล่น เขาต่อว่าเพื่อนว่า “เฮ้ย มึงล้อเล่นด้วยปืนเลยหรือ” เพื่อนก็พูดว่า “ล้อเล่นหรือจริงเดี๋ยวมึงก็รู้” เพื่อนได้ปลดเอาลูกเก่าออกใส่ลูกใหม่เข้าไป แล้วหันมายิงนายหอมกรุ่นอีก 1 นัด ไม่ออกเช่นกัน เสียงดังแชะ พอนายหอมกรุ่นโดนยิงนัดที่ 2 ไม่ออก หายเมาเลยตัดสินใจวิ่งเข้าบ้านคน ให้เขาพาไปแจ้งความที่ สภอ.สรรคบุรี ตำรวจจับเพื่อนของเขาได้ มีคดีความ เข้าใจว่ารับจ้างฆ่า คดีจบแล้วที่คุกชัยนาท แต่ผู้เขียนไม่ควรลงชื่อของเขา เดี๋ยวเขาจะมาชวนผมไปกินเหล้าที่ตลาดเอา ผู้เขียนมีคติประจำใจอยู่ ที่รอดชีวิตมาได้ จนถึงวัยอันควรคือ ผู้เขียนเป็นคนไม่ชอบผ่าทางตัน ไม่ชอบขวางทางปืน มีปากต้องรักษาฟันให้ได้ คือ ผู้เขียนเป็นคนยิงฟันไม่เข้า ไม่ได้เหนียวอะไร คือ ตรงไหนเขายิงกัน, ฟันกัน ผู้เขียนจะไม่เข้าไป เลยรอดชีวิตมาได้จนถึงวัยอันควร

ในวันนั้นนายหอมกรุ่น คล้องเหรียญสึก ๆ ของหลวงพ่อรุ่นแรก เพียงเหรียญเดียว เหรียญเดียวจริง ๆ มาหนองแขมถามถึงเขาได้ ชื่อหอมกรุ่น ขอดูเหรียญได้ เรื่องนี้เป็นคดีที่ดังมาก

เรื่องที่ 2 เรื่องส่งหลวงพ่อขึ้นสวรรค์ หลวงตาฟื้น อดีตเคยเป็นพระลูกวัด วัดบ้านกร่าง บางระจัน สิงห์บุรี เขตติดต่อกัน วัดไม่ไกลกัน ชอบทำพลุ ตะไล จำหน่ายเป็นงานอดิเรกของพระสมัยก่อน ทำและรับจุดตามวัด วัดกับวัด เลยไม่ว่ากัน ชอบส่งพระไปสวรรค์ มีวิธีการทดลองความขลังของพระที่ไม่เหมือนใคร เมื่อไปติดตั้งพลุ ตะไล ที่วัดไหน ที่เขามีเกจิอาจารย์เก่ง ๆ เขาให้รูปให้เหรียญมา ก็มีวิธีทดลองพระว่าขลังแค่ไหน โดยนำรูปนำเหรียญมาติดที่พลุ ทดลองทำดูว่าพระหลวงปู่ หลวงพ่อองค์ไหน จะขนาดไหน เขาลองมาทั่ว ไม่ปรากฏว่ารูปหรือเหรียญของหลวงพ่อองค์ไหน ในละแวกนั้นต้านพลุของเขาได้ วันหนึ่งเขามาติดตั้งพลุ, ตะไล ที่วัดของหลวงพ่อ หลวงพ่อเมตตามอบเหรียญรุ่นหนึ่งให้มา 1 เหรียญ หลวงตาฟื้นก็นำมาติดกับพลุ พอได้เวลา พลุอันอื่นจุดดังหมด แต่อันที่ติดเหรียญของหลวงพ่อ กลับจุดไม่ติด จุดชนวนจุดติดแล้วดับทำอยู่ 3-4 ครั้ง ก็จุดไม่ติด หลวงตาฟื้นเลยหยิบเหรียญออก คราวนี้จุดติดดังปุ้งสนั่นเลย หลวงตาได้ขอขมากับเหรียญ ภายหลังลาสิขาบทแล้วเล็กทำพลุ ทำตะไล แม้นำเหรียญไปด้วยเวลาจุดพลุ จุดตะไล ก็จะดังไม่ดี บางครั้งก็ไม่ติดเฉย ๆ ต้องนำเหรียญออกมาให้ห่าง หรือให้คนอื่นเป็นคนจุด แม้กำลังจุดอยู่ บอกเล่ากับหลวงพ่อว่า ขออย่าให้จุดติด บางครั้งถึงกับจุดไม่ติดตก 7-9 อัน หลายครั้ง ปัจจุบันเขาเลิกทำพลุ ตะไล แล้ว บ้านอยู่ทางวัดบ้านกร่าง มาทางใต้ของวัดหลวงพ่อ อยู่ใกล้วัดหลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรี

เรื่องที่ 3 เรื่องเจ้าทรัพย์ปืนลูกซองโหด นายหเว ชื่อเขียนยากจังเลย เขียนเป็นเหว (ทีแรก) ชื่อคนตายเพราะ ๆ มีถมไป ไม่เอามาตั้ง (ขอโทษน๊ะเย้าเล่น) บ้านอยู่โพธิ์งาม (ขี่รถผ่านหน้าวัดหลวงพ่อ ทางตะวันออก 2 กิโลเมตร) มีอาชีพพิเศษ คือ ลักเล็ก, ขโมยน้อย, งัดช่อง, ย่องเบา, ลักวัว, ลักควาย วันนั้นไปลักของของเขาที่บ้านกุ่มโคก อำเภอเดิมบางนางบวช คืนนั้นเดือนมืด ขณะที่นายหเวค้นของมีค่าอยู่ เขาไม่รู้เลยว่ามันมืด เจ้าทรัพย์กำลังเล็งปืนลูกซองยาว มาทางเขาอยู่ ไม่ถึงวา เสียงปืนดังปั้ง บรรจุลูกโดด (ล้มช้างได้) นายหเวถึงกับหัวทิ่มตามแรงของลูกปืน พอได้สติ นายหเวโดดออกทางหน้าต่าง วิ่งเต็มแรง มือคลำดูที่ตัว เสื้อขาดรูโต หมอนกาบมะพร้าว ที่เจ้าทรัพย์ทำลูกปืนยิงเอง ยังติดหลังอยู่ นายหเวเขาตกใจมาก โมโหได้ด่ามารดาคนยิงหลายคำ เขาพูดว่า ดีว่าหลวงพ่อเมตตา ไม่งั้นอายเขาตายเลย เป็นผีไม่มีญาติ เมื่อสอบถามเจ้าทรัพย์ ชื่ออะไร เขาจำได้แม่นเขาบอกว่ามันชื่อยุทธ ถือว่านายยุทธคนนี้เป็นเจ้าทรัพย์ปืนโหด เมื่อถามนายหเวว่า คล้องพระอะไรเขาตอบว่า คล้องเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อกวย เพียงเหรียญเดียว เคยโดนยิงหลายครั้งไม่ออกเลย แต่ไปขโมยของเขา ครั้งนั้นโดนยิงออกด้วย ดีว่าไม่เข้า เขาก็ยังงงอยู่ไม่หาย ว่าเพราะเหตุใด แต่ผู้เขียนจะไม่บอก

เรื่องที่ 4 เรื่องมือปราบปืนโหด (ภาค 1 และภาค 2) ขอเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายน๊ะ เสืออ๊อต เป็นคนสรรคบุรี ไม่ค่อยมีคนรู้ประวัติมากนัก เพราะชอบอยู่แต่ในคุก ไม่ที่ชัยนาทก็สิงห์บุรี เขาคล้องเหรียญรุ่น 1 ของหลวงพ่อเหรียญเดียว เคารพหลวงพ่อดุจเทพเจ้า เคยโดยยิงไม่ออกเลย แม้ครั้งเดียว มีอาชีพในทางไม่ดีคือปล้น, ฆ่า (มือปืน) มีชื่อในบัญชีดำของ สภอ.สรรคบุรี ทางหน่วยเหนือสั่งจับตาย ทางตำรวจเขาใช้ภาษาสุภาพว่า วิสามัญฆาตกรรม มือปราบสมัยนั้น เข้าใจว่าเป็นยุคของผู้กองเจิม วันที่เสืออ๊อต จะสิ้นชื่อ ทางตำรวจได้รับแจ้งจากสายว่า เสืออ๊อตมากบดาน แถว ๆ หน้าวัดของหลวงพ่อใกล้ ๆ กับวัดหนองอีดุก คือ หน้าวัดของหลวงพ่อ แต่ก่อนเป็นคลองธรรมชาติกว้าง มีผักหญ้าขึ้นเต็ม และมีการขุดลอกคลองกันมานาน จึงชื่อ ต.บางขุด ตำรวจมือปราบตก 10 คน คัดมาแต่ชนิดเส้นมือขาด เคยปราบเสือร้ายยิงตายมามากทั้งนั้น ตำรวจได้ล้อมเสืออ๊อตไว้ทุกทิศทาง ได้ล้อมยิงเสืออ๊อต จนหมดทางสู้ เสืออ๊อตหนีลงคลองธรรมชาติ (ปัจจุบันคือคลองที่ถนนตัดผ่าน วัดลาดยางมะตอย คลองได้ขุดขึ้นใหม่ เพื่อบังคับน้ำมาทำนา) ตำรวจมีดาบแพร บ้านอยู่เช็คหัวงาน (ผมเคยพบกับเขาได้คุยกันโดยตรง) อีกคนคือ ดาบทวี (จำได้เท่านี้ผู้เขียน) เสืออ๊อตโดยล้อมยิง ได้โผล่หัวยอมแพ้ ยกมือ แต่ทางตำรวจเขาเบื่อคนชื่ออ๊อต เต็มที วันนี้จะไม่ให้เสืออ๊อตเดินขึ้นรถ แต่จะเอาไปแบบเป็นศพหัวหน้าสั่งยิง (ขอสงวนนาม) มีตำรวจเพียง 3 คนที่กล้ายิงเสืออ๊อตในระยะประชิด 1 วาเศษ คือ ดาบทวี, ดาบแพร (อีกคนหนึ่งจำชื่อไม่ได้) ได้บรรจงยิงเสืออ๊อตระยะประชิด 1 วาเศษ ยิงทีละนัดออกบ้างไม่ออกบ้างที่ออกก็ไม่ถูก ไอ้อ๊อตเรียกหลวงพ่อให้ช่วย เสียงปืนดังถึงวัด แต่หลวงพ่อก็มรณภาพไปแล้ว ตำรวจปืนโหดยิงเสืออ๊อตเกือบ 100 นัด หรือมากกว่านั้น เสืออ๊อตภาวนาคาถามงกุฎพระเจ้า และเรียกให้หลวงพ่อช่วยน้ำตาไหลพราก หลวงพ่อก็ช่วยอะไรไม่ได้ ตำรวจเห็นว่า ลูกปืนจะหมดแล้ว เลยเปลี่ยนใจ (หลวงพ่อคงดลใจ) ได้ลงไปจับไอ้อ๊อตขึ้นมา ดาบทวีปลดเหรียญหลวงพ่อออก นำไอ้อ๊อตขึ้นรถไปขังที่ สภอ.สรรคบุรี เล่าเรื่องรายงานให้ สวญ ฟัง สวญ สมบูรณ์ สายฝอย ได้ขอเหรียญเอาไป เสืออ๊อตติดคุกที่ชัยนาท ศาลจำคุกตลอดชีวิต ภายหลังลดหย่อนและออกมา ออกมาไม่นานก็ไปติดคุกที่สิงห์บุรี ผู้เขียนต้องกราบขอโทษท่าน สวญ สมบูรณ์ สายฝอย ไว้ในที่นี้ ด้วยความเคารพอย่างสูง วันเกิดเหตุมีพระมุงด้วย ชื่อ อาจารย์แสวง อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองปลาดุก นี่คือตำนานในภาค 1 เรื่องนี้ ถ้าท่านรู้ข้อมูลชัดเจน ท่านจะไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อ จึงเช่าหากันแพงมาก

อีกคนหนึ่งชื่อเสือแอ๊ต คนแรกชื่อ อ๊อต คนที่สองชื่อ แอ๊ต เขาว่าคนชื่อ อ๊อต ชื่อ แอ๊ต นี้จะเกเรสุด ๆ ไปเลย ถ้าเกเรก็จะเกเรสุด ๆ ถ้าจะดีก็ดีแบบสุด ๆ (เฮียแอ๊ต ผมรู้จักเขาได้ดี แต่เขาไม่รู้จักผม บิดาของเขาคือ อาจารย์มนัส โอภากุล เป็นนักโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ เรื่องอาณาจักรแหลมทอง สุวรรณภูมิ ของไทยนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด มาในแต่อดีตท่านเขียนเรื่องพระเครื่องเมืองสุพรรณ ทั้งพระกรุและเกจิอาจารย์เขียนได้ละเอียดจนไม่มีใครกล้าเขียนทับ เกรงว่าจะลอกเขามา มีผู้รู้พูดว่า ถ้าอาจารย์มนัส โอภากุล (บิดา) เป็นขุนเขา เฮีอแอ๊ด คือเหลี่ยมเดียวของขุนเขา คนสุพรรณให้ความเคารพและนับถือท่านอาจารย์มนัสอย่างสูงและภูมิใจในตัวของแอ๊ด คาราบาวมาก เขาเป็นนักร้องในดวงใจของผู้เขียนและภูมิใจในตัวของตูน บอดี้สแลม เขาเป็นคนดีที่ประเทศไทยต้องจารึก เขาทำดีมาก ขอบันทึกไว้ด้วยความเคารพ หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด ก็เคยทำแบบนี้ เพียงแต่ต่างกรรมต่างวาระกัน บันทึกไว้ด้วยความเคารพ เขียนออกนอกเรื่องไป ขอโทษ เสือแอ๊ต เป็นคนใกล้ ๆ วัดเขาราวเทียนทอง ขึ้นอยู่กับอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท (บ้านสระแก้ว) ขึ้นอยู่กับ สภอ.หันคา เสือแอ๊ต มีอาชีพ ปล้น, ฆ่า, มือปืน เป็นที่ต้องการตัวของตำรวจ สภอ.หันคา มีบัญชีดำ จับตาย ต้องจับตายอย่างเดียว วันหนึ่งสายตำรวจได้รับแจ้งว่า เสือแอ๊ต มากบดานที่บ้านเกิด ใกล้ ๆ หมู่บ้านเขาราวเทียนทอง ตำรวจ สภอ.หันคา ได้นำตำรวจมือปราบ 10 กว่าคนขึ้นรถตำรวจไป 2 คันรถ ไปล้อมยิงเสือแอ๊ต ยิงด้วยปืนสั้นและยาว ออกบ้างไม่ออกบ้าง เสือแอ๊ตยอมแพ้ ยอมให้จับ ตำรวจเกรงว่าจะหนีไปได้ ได้ตีเสือแอ๊ด ด้วยปืนยาว สลบไป ตำรวจกะตีให้ตาย คือตีคอ, ซี่โครง, ขา, แขน, คือตีหักทั้งหมด ตายแล้ว ค้นในตัวไม่เจอพระอะไร เลยเอาเสือแอ๊ตใส่กระสอบป่าน ผูกเชือกไว้ เสือแอ๊ตก่อนสลบ ขณะโดนยิงได้เรียกหลวงพ่อให้ช่วย หลวงพ่อก็ช่วยได้เท่านี้ ชีวิตคนเราเขาว่า “คนลิขิต ไม่เท่าฟ้าลิขิต” เสือแอ๊ตสลบไป พอฟื้นได้แก้มัดเชือกกระสอบป่านออกมาได้ แอ๊ตไม่ตาย ยิงไม่เข้า, ยิงไม่ออก เขาเหน็บเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อซุกซ่อนเอาไว้ และระวังตัวตลอดเวลา เขาไม่ตายกระดูกไม่หัก ไม่แตกเลย เรื่องนี้โด่งดังมาก ตำรวจยิงเขาตก 100 นัด ตีซ้ำให้ตายเป็น 10 กว่าครั้ง กระดูกไม่หักไม่แตกเลย เพียงแค่มีเหรียญรุ่นแรกสึก ๆ ของหลวงพ่อ เพียงเหรียญเดียว เหรียญเดียวเท่านั้น นี่คือตำนาน ของเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อภาค 2 สมัยที่หลวงพ่อมีชีวิต ผู้เขียนได้ถามท่านไว้ว่า หลวงพ่อมีข้อห้ามอะไรหรือไม่ ในวัตถุมงคลของท่าน ท่านพูดว่า ห้ามร้องท้าด่าแม่เขา ให้มายิงกัน, เมาเหล้า ขาดสติไปสู้กับเขาก็ห้าม และที่ห้ามอย่างเด็ดขาดคือหลงลืมพระของท่าน ไม่คล้อง (ท่านช่วยอะไรไม่ได้) และห้ามข้อสุดท้ายคือไม่นับถือจริง นึกจะคล้องก็คล้อง นึกจะไม่คล้องก็ไม่คล้อง วันดีคืนดีเอาไปขายกินซะบ้าง เอาแลกของกับเขาบ้าง ขาดความนับถือไม่คล้องพระของท่าน ท่านก็ช่วยอะไรไม่ได้ เสือแอ๊ตวันดีคืนดีก็เอาเหรียญไปแลกปืนลูกซองทำในอุทัยธานี เพียงกระบอกเดียว แลกกับร้านวรกุลยนต์ แยกวงเวียนตลาดหันคา พอไม่มีเหรียญรุ่นแรก อยู่ต่อมา ตำรวจกองปราบเจอตัวพอดี จับติดกุญแจมือไพล่หลัง ยิงด้วยปืนสั้น ยิงหัวใจ 1 นัด ยิงกรอกปาก 1 นัด คราวนี้ตายแน่นอน ภายหลังเหรียญนี้ มีคนนำพระทองเหลืองหล่อหลวงพ่อปากคลอง (ศุข) ไปแลก ไม่ได้อยู่กับเฮียคีม ร้านวรกุลยนต์แล้ว แอ๊ตตายหลังจากไม่มีพระของหลวงพ่อ เพียง 5 เดือน ตายสมัย นายกทักษิณ ชินวัตร เป็นนายก ประมาณ 15-16 ปีได้ (2560) (กิจชัย เขาราวเทียนทอง ให้ข้อมูลเพิ่มเติม) เขาว่าคนที่มาจากจังหวัดที่มี ส.เสือนำหน้า จังหวัดที่มี ช.ช้างนำหน้า จะเกเรหรือเป็นคนจริง ทหารครูฝึก จะพูดเสมอว่า ช.ช้างหางชี้ ไม่หนีก็ขาด ส.เสือหางวาด ไม่ขาดก็หนี อ.โอ่ง อ.อ่าง ติดตะรางทั้งปี