
แหวนนิ้วของหลวงพ่อนี้ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นมา ปัจจุบันแพงมาก ผู้เขียนยังหาสาเหตุไม่เจอ ไม่ปั่นราคาแน่นอน แต่แพงและหายาก อาจจะเพราะสมัยนั้นคนบ้า ยังมาขอแหวนของท่าน ยังมีคนสติไม่ค่อยดีชื่อ ชัย บ้านอยู่ทางวัดค้างคาว อำเภอสรรคบุรี หลวงพ่อให้แหวนนิ้วไป 1 วง ให้ปลัดไป 1 ตัว วันหนึ่งไปเหยียบงูเข้า งูไม่กัด ตัวอ่อน เลยจับงูเห่าเอามาเล่น จับไปจับมา เลยยึดอาชีพจับงูขายซะเลย เคยจับงูใส่ถุงปุ๋ยแล้วขึ้นไปกราบหลวงพ่อบ่อย ๆ เดินเก่งระยะ 10-20 กิโลเมตรเดินได้สบายเคยมาเยี่ยมผู้เขียน นั่งคุยกัน แต่จับหางงูเห่าเอาไว้ จับไว้เป็น 10 ตัว ผู้เขียนเลยบอกให้เขารีบ ๆ ไป เขาบอก เขาคิดถึง หลวงพ่อก็ไม่อยู่แล้ว อุตส่าห์เดินมาหาผู้เขียนไกลมาก จะรีบไล่เขาไปไหน ผู้เขียนถึงกับซึม มันสติไม่ค่อยดี แต่ก็ยังคิดถึงผม ทางก็ไกล มาได้ไงถูก เขาคงคิดถึงหลวงพ่อมาก ลูกเมียของผมเขากลัวงูมาก
อีก 2 คนที่ยืนยันว่า แหวนของหลวงพ่ออยู่ปืน กันปืนได้ คือ นายชัย-นายปาน (ชัยคนละชัยวัดค้างคาว) 2 คนนี้สติไม่ค่อยดี แต่ชอบบีบนวดให้คนแปลกหน้าที่หน้าตาดี และชอบบีบนวดให้หลวงพ่อเสมอ ก็บีบส่งเดชไป คือบีบขา หลัง ไหล่ บีบแบบลงให้ แขกหลวงพ่อมักเมตตาให้เงินเขาเสมอ ผมก็เคยให้ครั้งละ 1 บาท (ลาดหน้าชามละ 1.50 บาท) หลวงพ่อให้แหวนนิ้วเขาเป็นประจำ กลัวเขาตาย เพราะชอบเดินเข้าบ้านคน (หลงทาง) ในยามวิกาล เจ้าของบ้านคิดว่าเป็นโจร เอาปืนยิงประจำ ยิงใกล้ยิงไม่ออกเลย ไม่ว่ากี่ครั้งกี่หน แถมคนบ้านแค หัวเด่น อยากจะลองของหลวงพ่อว่าของจริงไหม พอจะเป็นเทพเจ้าของเขาได้ไหม ได้แอบทดลองยิงนายชัย, นายปาน ประจำ ผู้เขียนเคยถ่ายรูปเขาไว้ ขณะเดินริมคลอง ครั้งหนึ่งนายชัยเดินอยู่ริมคลองกลางคืน (หัวค่ำเริ่มมืด) มีรถวิ่งสวนมามีฝุ่น ทำให้มองไม่เห็น รถกระบะคันหนึ่งวิ่งมาชนนายชัย วิ่งมาเร็วมาก ได้ชนนายชัย กระเด็นตกคลองลงไป นายชัยได้ขึ้นมาจากคลอง คนชนก็ดีใจหายไม่หนี เพราะหม้อน้ำแตกไปไม่ได้ ส่วนนายชัยเดินกลับบ้านหน้าตาเฉย นายชัย นายปานนี้ บ้านอยู่ระหว่างหัวเด่น บ้านแค คนบางคนเรียกหมอชัย หมอปาน (หมอนวด) คนชอบขอพระ ขอแหวน จากเขาประจำ แค่ให้สตางค์ 5 บาท 10 บาท เขาก็ให้
อีกคนหนึ่งชื่อนายเชน เทียนจันทร์ ชื่อเล่นชื่อปิ๊ด เดิมเป็นคนหัวเด่น ภายหลังมามีภรรยาอยู่ที่ปากน้ำ บ้านผู้เขียน ในสมัยหนุ่ม เคยไปถามหลวงพ่อถึงดวงชะตาในวันหน้า จริง ๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจถาม มีพ่อของอาจารย์บุญยังและอาจารย์บุญยังตอนเป็นเด็ก มีพ่อของอาจารย์สมคิดและอาจารย์สมคิดตอนเป็นเด็ก มีนางลูกอินและเด็กชายวิสูทธิ์ ได้ถามหลวงพ่อถึงดวงชะตาของเด็ก 3 คน คือเด็กชายบุญยัง, เด็กชายสมคิด, และเด็กชายวิสูทธิ์ วันนั้นถามกันเล่น ๆ ไม่จริงจังอะไร นางลูกอินได้ถามว่า ลูกชายโตขึ้น จะเป็นอะไร (หมายถึง จะทำอาชีพอะไร ไม่ได้ถามถึงมะเร็งหรือเบาหวาน) ท่านเมตตาจับศีรษะ คลำดูแล้วพูดว่า ไอ้คนนี้รับราชการ เวลาร่วงเลยมาเด็กชายวิสูทธิ์ เป็นครูหรืออาจารย์สอนหนังสือจบด๊อกเตอร์ สอนโรงเรียนโคกหมู อ.หันคา จ.ชัยนาท แล้วพ่อของเด็กชายบุญยังและพ่อของเด็กชายสมคิด ได้ถามว่าลูกของเขาละโตขึ้นจะเป็นอะไร ท่านตอบว่า ไอ้สองคนนี้กูจะให้เป็นขรัว (คำว่าขรัว คงหมายถึงพระ เจ้าอาวาสแบบขรัวโต) อยู่ต่อมานายสมคิดและนายบุญยังก็บวช และอาจารย์สมคิดเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวเด่น ส่วนอาจารย์บุญยังเป็นเจ้าอาวาส วัดโฆสิตาราม (วัดหลวงพ่อปัจจุบัน) นายเชนหรือนายปิ๊ด ได้ถามหลวงพ่อบ้างว่า แล้วผมล่ะ โตขึ้นจะได้เป็นอะไร หลวงพ่อตอบว่า “มึงก็เป็นไอ้ปิ๊ดนะซิ” นายเชนนี้มีนิสัยโหล่ ๆ แต่ไม่ถึงขนาดไม่เต็ม ใจถึง หลวงพ่อรักเป็นคนรุ่นอาของผู้เขียน ปี พ.ศ. 2515 เกิดสงครามในลาว ทะเลาะกันเองบ้าง เวียตนาม และจีน ยุยงบ้าง ล้มระบบเจ้ามหาชีวิตด้วย มีการแบ่งสีกันมากมาย (ไทยก็เคยแบ่ง ผมกลัวแทบตาย ตอนแบ่งสี รู้มากไปไม่ดี) ทางไทยได้ส่งทหารไปช่วยรบ และรับสมัครทหารรับจ้าง ฝึกซ้อมที่ฐานทัพอุดรธานี คนไทยที่เคยเป็นพลทหาร อายุไม่มากนัก ทดสอบสมรรถภาพผ่าน ฝึกนิ๊ดหน่อยก็ไปรบได้ เงินเดือนดีจ่ายเป็นเงินไทย ไม่ใช่เงินกีบ นายเชนก็สมัครไป ไม่ได้ไปเพื่อเงินอย่างเดียว ไปเพราะเลือดนักสู้ของคนเมืองสรรค์ ไปเพราะไปช่วยบ้านพี่เมืองน้อง ก่อนไปรบเขาให้พักมาร่ำลา ญาติ พี่ น้อง ลูกเมีย และหาเครื่องรางของขลัง นายโชนได้มากราบหลวงพ่อ พอมาถึงกุฏิยังไม่ทันจะขึ้นไปเลย นายโชนแหกปากร้องเรียกหลวงพ่อ ๆ ๆ ๆ เขารบกันตึง ๆ จะถึงบ้านเราอยู่แล้ว มัวแต่อยู่ในกุฏินั่นแหละ เดี๋ยวก็ถึงบ้านเราหรอก หลวงพ่อเข้าใจว่ากำลังทำพระหรือเครื่องรางของขลังอยู่ ต้องรีบมาเปิดประตูกุฏิ (ปกติท่านจะปิดประตูชั้นนอกเอาไว้ ใส่กุญแจ) นายเชนเป็นลูกศิษย์ เขาไม่เกรงกลัว ศิษย์ของหลวงพ่อคนไหนทั้งนั้น แม้หมาของหลวงพ่อ ศิษย์ใหญ่ ๆ ของหลวงพ่อ ทั้งต่อหน้าและรับหลัง เขาเรียกได้ทั้งหมด แก่กว่าเป็น 10 ปี ก็เรียกไอ้ ยกเว้นพ่อของผู้เขียน เพราะพ่อของผู้เขียนเป็นพี่คนโตของเขา หลวงพ่อเมตตามอบรูปหล่อรุ่นแรก, พิมพ์สรรค์ ทั้งนั่งทั้งยืนให้เป็น 10 องค์, พระร่วงวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็น 10 องค์, แหวนแขน 1 วง ปฐวีธาตุ หลายเม็ด, ทรายเสกใส่ 4 กระเป๋าเสื้อเลย และสมเด็จหลังรูป พ.ศ. 15 (สงครามลาว) แต่ไม่ให้มีดหมอไป คงกลัวทำหาย แล้วนายเชนก็เที่ยวไปร่ำราญาติพี่น้องที่เคยไปรบสมัยสงครามเกาหลี, เวียดนาม เขาก็ให้ขอยืมวัตถุมงคลมา บางคนก็ให้มาเลย (เหมือนไปช่วยรบ แบบหลวงพ่อมอบให้) ที่ประเทศลาว ครั้งหนึ่งขณะจะโดนโจมตี นายเชนท้องเสียกำลังถ่ายหนักอยู่ ฐานทัพโดนโจมตีเละเลยเกือบแตก ครั้งสำคัญ ก่อนโดนโจมตีกลางวันแสก ๆ แหวนแขนได้รัดแขนเตือนภัย นายโชนได้เตือนทหารทุกคนว่า จะโดนโจมตี แต่ไม่มีใครเชื่อ ผู้กอง ผู้พัน ก็ไม่เชื่อหัวร่อขำ นายโชนได้โดดลงหลุมหลบภัย เพียงคนเดียว เดี๋ยวเดียวโดนโจมตีเลย ค่ายแตกเลย ตายเป็นครึ่ง ๆ กองร้อย ผู้พันรอด พอตั้งตัวได้ ได้แต่งตั้งทหารพราน นายเชน เทียนจันทร์ ให้เป็นทหารที่มีหน้าที่คอยเตือนภัย บอกกล่าวว่า ถ้าจะมีการโจมตีให้รายงานผู้กอง ผู้พันทันที ได้รับการชมเชยต่อหน้าทหารทั้งกองร้อย ตั้งฉายาว่า นายเชน แหวนแขนเรดาห์ อยู่ต่อมาก็โดนโจมตีบ้าง ไปตีเขาบ้าง รบกัน ปะทะกันบ้าง ทุกครั้งที่นายเชนโดนยิงไม่เข้า ยิงไม่ถูก เสื้อเป็นรูพรุน กางเกง เป้าขาด มักจะโดนขอของดี หลวงพ่อให้ไปเป็นกำ ๆ อาจเป็นเหตุผลนี้ ได้ให้พระสรรค์ไป เนื้อดินอาจละลายน้ำ ให้พระร่วงไป อยู่ต่อมาคนที่พกพระ พระสรรค์ และพระร่วง โดนยิงไม่ออก ออกก็ไม่เข้า พระร่วงวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีการซื้อขายกันในสนามรบ ถึง 3,000 บาท (สามพันบาท) ในปี พ.ศ. 2517 ผู้เขียนรับราชการเงินเดือน 1,220 บาท (หนึ่งพันสองร้อยยี่สิบบาท) แต่ในปัจจุบันที่พระร่วงวัดพระธาตุ ซึ่งเสกดีมาก พ.ศ. 2515 สนนราคาแทบไม่มี (มีผู้รู้เล่าว่า จำหน่ายหมดในเวลาอันสั้น เจ้าอาวาสมีความละโมบ ได้สั่งทำเพิ่มขึ้น มาใหม่ อีกเท่าตัว) เล่าเรื่องนายเชนต่อ ครั้งหนึ่งขณะซักเสื้อผ้าตากเอาไว้ มีการล้างปืนทำความสะอาด และลองปืน ได้หันกระบอกปืนไปทางเสื้อของนายเชน ปรากฏว่ายิงไม่ออก ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก ใหม่ ๆ คิดว่า ปืนขัดข้องเฉย ๆ ตอนหลังถึงรู้ว่าปืนหันทิศไปทางเสื้อของนายเชน จึงยิงไม่ออก เมื่อไปดูที่เสื้อก็ไม่มีอะไร มีแต่ทรายอยู่ในกระเป๋าเสื้อกับกรวด คือ เข้าใจผิดคิดว่านายเชน สกปรกซักเสื้อไม่สะอาด มีกรวดทรายอยู่เต็ม ไม่เอาออก นายเชนก็ไม่พูดว่า เป็นเพราะอะไร แกล้งเอาเสื้อหลบแล้วให้ลองยิงใหม่ อ้างปืนขัดลำกล้อง คราวนี้ยิงออก อีกครั้งหนึ่ง ผู้พัน ผู้กองอยากรู้ว่า ของที่เอาติดตัวมารบกัน ของ ๆ ใครจะอยู่ปืนบ้าง ยิงด้วยปืนพกสั้นธรรมดาหลายสิบองค์เสียหายออกกระเด็น บางองค์ยิงไม่ออก นายเชนจึงเอาแหวนนิ้วรุ่นแรก (อาฝากมารบ) เอาไปทดลองยิงดู ปรากฏว่า ยิงแบบดูถูก คือยิงติด ๆ ปืนเลย จ่อยิงห่าง 1 ซ.ม. ได้ ปรากฏว่าไม่ออก ปืนเสียเลย ปืนร้าวใช้ไม่ได้ ถ้ายิงอีกทีอาจแตกคามือ ทหารผู้กอง ผู้พัน ตื่นเต้นกันใหญ่ ขอดู อัศจรรย์แหวนหายในพริบตา ภายหลังก็ลองอีก นายเชนเอารูปหล่อรุ่นแรกไปลอง คราวนี้นั่งเฝ้าก็ยิงไม่ออก ในวันนั้นลองยิงพระร่วง วัดพระธาตุดอยสุเทพด้วย ก็ยิงไม่ออก ซื้อขายกัน 3,000 – 3,500 บาท ในสมรภูมิรบ บางองค์มีคนใจถึงให้ราคา 7,000 บาท นายเชนไม่ได้สักบาท มีแต่คนเลี้ยงเหล้า เพราะให้เขาไปหมดแล้ว พระสรรค์ก็เช่าหากันตกองค์ละ 1,000 บาท นายเชนก็ไม่ได้สักบาท เพราะให้เขาไปหมดแล้วเช่นกัน เมื่อรบครบ 1-2 ปี เขาให้พัก 1 เดือน นายเชนคิดถึงหลวงพ่อมาก แต่ไม่ได้ไปกราบ กะไปตอนจะไปรบเลย พอแต่งเครื่องแบบสุดหล่อเสร็จ เอาแหวนแขนใส่แขน แหวนแขนเตือนภัยรัดขาดดังเปรี๊ย เขาใจเสียเลยไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อพูดว่า อย่าไป แต่นายเชนรับปากกับผู้พันไว้แล้วว่า จะไป ลูกผู้ชายพูดคำไหนเป็นคำนั้น หลวงพ่อได้พูดอีกคำหนึ่งว่า ถึงรับปากเขาไว้ ถ้าไปแล้วไปตาย ก็ไม่ควรไป มึงจะรีบไปตายทำไม ครั้งนี้หนักว่าครั้งแรกมาก นายหมึก เสือร้ายแห่งสรรคบุรี ก็มากราบหลวงพ่อจะไปรบครั้งนี้ให้ได้ หลวงพ่อบอกไม่ให้ไป นายหมึกไม่เชื่อ พอขี่รถจะออกประตูวัดเท่านั้นแหวนแขนรัดขาดคาแขนเลย มีไปได้คือเสือคูณ จริง ๆ มันไม่ได้เป็นเสือ เป็นมือปืน เสือคูณไปได้ และรอดมาได้ จะเล่าให้ฟังโอกาสหน้า เพราะใช้สมเด็จหลังรูปภายหลังนายโชน โดนผู้เขียนลอกคราบ ผมเอาปฐวีธาตุมา เอาผ้าขอดหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาวมา ตะกรุดหลวงพ่อเฒ่า ผ้าขอดให้ คุณศิริชัย ปากน้ำไป (ผ้าขอดและตะกรุดเขาฝากไปรบ) เรื่องคำพูดคำสอนของหลวงพ่อนี้ พูดว่าสัญญากับเขาไว้แล้ว ผมเคยสัญญากับใคร สาบานกับใคร ผมถอนสาบาน ถอนสัญญาทั้งหมดไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำสาบาน ไม่สาบานกับใครว่าจะรักเธอจวบจนชั่วฟ้าดินสลาย ไม่ว่าจะมีงานอะไร เพื่อนฝูงมาขอคำยืนยัน ผู้เขียนก็จะพูดว่า ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นสุดวิสัยก็จะไป
ก็คงต้องสมมุติยุติเรื่องแหวน แต่เพียงนี้ ผมเจอนันต์ คูหาวิจิตร ร้านถ่ายรูปศิลป์ไพบูลย์ ตลาดท่าช้าง เตี่ยเขาเป็นคนทำแหวนหัว นะ (นะ หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์) จำหน่าย (10 บาท งานฝังลูกนิมิต (พ.ศ. 2521) คุณนันต์ ไปเจอที่พันทิพย์ ถามราคา เขาบอก 6 หมื่นบาท เขาแทบจะเป็นลม เถ้าเตี่ยเขาเอาเก็บไว้ให้เขาซัก 1 ถุง ก็คงดี ขอจบเลยนะ
ปล. มีผู้รู้พูดว่า “ไร้ซึ่งความยุติธรรม แสดงว่า ขาดความจริงใจ
ไร้ซึ่งความจริงใจ แสดงว่า ไร้รัก
ไร้รัก แสดงว่า ไร้ทุกสิ่ง”
ขอมอบให้มนุษย์เงินเดือน และมนุษย์ที่มีนายทุกคน แต่จงอย่าเสียใจและอย่าน้อยใจไปเลย สุดท้ายมันก็แค่ผงธุลี
ที่มา: เฒ่า สุพรรณ
(อ.สมจิตต์ เทียนจันทร์)
56 หมู่ 5 บ้านปากน้ำ ต.ปากน้ำ
อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 72120
โทร. 081-943-7368

