หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม (บ้านแค) จังหวัดชัยนาท

Luang Por Guay 004

พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ 9 ใบ ตอนที่ 3

จะขอเล่าเพื่อบันทึก เอาแค่น้ำมนต์ 3 บท ที่ท่านรดให้และเอาแค่คาถาที่ท่านเสกข้าวให้สุนัขกินลอง ๆ อ่านดูก่อน แล้วค่อยเล่าตอนอภินิหารย์ของพระพิมพ์นี้

น้ำมนต์ เรื่องที่ 1
นายผิว แย้มพราย เป็นคนบ้านแค ต้องคดีปล้น จี้ชิงทรัพย์ (วัว, ควาย) ได้ขึ้นศาล 2 ศาล ศาลตัดสินจำคุกเลย มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อได้รดน้ำมนต์ 3 บทนี้ให้ขึ้นศาลฎีกา ศาลสุดท้าย ยกฟ้องเฉยเลย

เรื่องที่ 2
นายไกร (ตุ่น) คำแผง บ้านเดิมอยู่แหลมข่อย อ.เดิมบาง (ปัจจุบันอพยพมาอยู่ใกล้บ้านผู้เขียน ½ กม. ได้) ต้องคดีฆ่าคน ฟันคอเขาขาดเลย ได้มาให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ ตำรวจได้ปล่อยประละเลย ไม่สืบ, ไม่ถาม, ไม่ตามจับ ได้หนีไปอยู่จังหวัดจันทบุรี พอเรื่องสงบ เข้ามอบตัว ตำรวจก็ไม่เอาเรื่องเฉย ๆ ขอเงินกันใช้เล็กน้อย คนร้ายคือ นายแก้ว พเนจรมาจากโคราช

เรื่องที่ 3
นายเผชิญ คนบ้านครู อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ฆ่าเขยใหญ่ตาย แต่นายเผชิญ เป็นศิษย์ของหลวงพ่อ เคยมาช่วยงานวัด จำหน่ายวัตถุมงคล ได้มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ ตำรวจมาดูที่เกิดเหตุ ได้จับนายเบิ้ม เขยกลางไป รุ่งเช้านายเผชิญเข้ามอบตัวที่ สน. บางระจัน รับสารภาพผิด สารวัตรโมโหมาก ได้หยิบปืนนายเผชิญตบหน้าเขา 1 ที แล้วพูดว่า ไปรับเงินใครเขามา ถึงได้มารับผิดแทน เรื่องทำผิดแล้วไปบอกท่าน ถ้าทำให้ไปหาท่านเลยที่รูปหล่อก็ได้ บอกกับท่านว่าเขาหาว่า ผม......เขาตาย หลวงพ่อช่วยด้วยให้รดน้ำมนต์ที่วิหาร (บริเวณบันได) แล้วบนกับท่าน เช่น ผ้าป่า, มูลนิธิ, บวชหรือจ้างบวช, ถ้าไม่โดนจับ หรือคดีหลุด ถ้าไปสารภาพเขาที่โรงพักแล้ว จะแก้ไขลำบากมาก ถ้าคดีถึงโรงพัก ให้ปฏิเสธไว้ก่อน จึงจะพอแก้ไขได้

เรื่องที่ 4
คุณสามารถ แซ่อึ้ง เดิมเป็นคนบ้านแค ฐานะดี เป็นคนจีน โดนโจรลูกน้องอาจารย์ฝ้าย เดิมบาง ปล้นเอาทรัพย์สินไปมากมาย คุณสามารถเมื่อโดนปล้น ได้ระลึกถึงหลวงพ่อ มาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อได้รดน้ำมนต์ 3 บทให้ เมื่อรดน้ำมนต์เสร็จ คุณสามารถได้ถามหลวงพ่อว่า ผมจะได้ของคืนไหม ถ้าผมเป็นหลวงพ่อ ผมจะเข้ากุฏิ ปิดกุฏิเงียบเลย แต่หลวงพ่อพูดว่า อีก 3 วันรู้ผล (พร้อมทั้งให้ไปแจ้งความกับตำรวจด้วย) อยู่ต่อมา ตำรวจมาแจ้งว่า ให้ไปดูทรัพย์สินตอนนี้ เจอทรัพย์สินของคุณสามารถแล้ว ตกอยู่ริมทางเกลื่อนไปหมด สาเหตุเพราะโจรแบ่งทรัพย์สินไม่เท่ากัน ยิงกันตายเกลื่อนตก 10 คน เรื่องนี้เกิดแค่ 3 วัน

เรื่องที่ 5
นายต่วย เทียนจันทร์ (จัน) คนหัวเด่นใกล้วัดหลวงพ่อ โดนข้อหาซื้อขายวัว, ควาย ยามวิกาล ตำรวจ สน. สรรคบุรี เบื่อคนชื่อต่วยเต็มที่ ได้พยายามฆ่านายต่วย ยามวิกาล นำวัว, ควาย ทำท่าจะนำมาขาย ถ้าออกมาซื้อก็จะฆ่าเสีย ตำรวจยุคนั้นมีผู้กองเจิม ผู้กองพงษ์เวส และผู้กองเจิม ทำอะไรไม่ได้เลย จะมายิ่งกี่ครั้งก็ยิ่งไม่ได้ แต่หลวงพ่อให้ตะกรุดมา 1 ดอก ขอสัจจะไม่ให้เป็นโจร (ซื้อขายของยามวิกาล)

เรื่องที่ 6
เสือยิ่ง (มี 2 คน คนหนึ่งโดนตำรวจทุบตาย เผาไม่ไหม้ ในปากอมพระพิมพ์สรรค์นั่ง 1 องค์ ภายหลังได้นำกระดูกมะแกะเป็นกุมารทอง) อีกคนเป็นคนบ้านแค มีอาชีพพิเศษลักควาย, วัว, ตีชิงฯ ตำรวจต้องการตัวแบบตาย ๆ นายยิ่งได้มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ แล้วขอสัจจะ ไม่ให้เป็นโจร เสือยิ่งรับสัจจะ หลวงพ่อได้ว่าคาถาให้เสือยิ่งอ้าปาก แล้วท่านถมน้ำลายใส่ปากเสือยิ่ง 1 ก้อนเล็ก ๆ เสือยิ่งรู้ว่าหลังพ่อเมตตา ได้กลืนน้ำลายเข้าปาก เลิกอาชีพโดนตำรวจตามฆ่า แต่พอพบตัวตำรวจกลับจำไม่ได้เฉย ๆ เคยเจอกันครั้งสุดท้าย เอากุมารทองเนื้อตะกั่ว มาคล้องคอหน้าตาเฉยเลย ยังเล่าว่ากุมารทองนี้ ได้ไปตาม ผีพ่อ, ผีแม่, ที่เมืองผี มากินอาหารตรุษสารทได้ เขาย้ายไปอยู่ทางดง อ.หันคา จ.ชัยนาท

เรื่องที่ 7
หมอเฉลียว เดชมา ศิษย์ฆราวาสมือขวาของหลวงพ่อ มีนิสัยชอบเล่นการพนัน เดิมฐานะดีมาก เมื่อเล่นการพนันก็ติด ฐานะก็เริ่มย่ำแย่ลง ได้มาหาหลวงพ่อ (ความจริงมาประจำ) หลวงพ่อรู้เข้า ได้ขอสัจจะ เล่ากันว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร เมื่อรดน้ำมนต์แล้ว ฐานะก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่จิตใจยังห่วง ยังห่วงเล่นพนัน เคยเป็นเจ้ามือหวย เล่นไปเล่นมาทรุด จนเรื่อย ๆ จนต้องอพยพไปอยู่ด่านขุนทด (โคราช) ภายหลังคิดขึ้นได้ ว่าผิดไปตอนไปอยู่ เช่าห้องเขา 1 ห้องเล็ก ๆ ขายอาหาร ติด ๆ กันเขามีที่ดินแบ่งขายเป็น 10 ไร่ มีบึงใหญ่ น้ำในบึงลึกมาก ขนาดคิดเอาว่าเป็นบึงพญานาค พอได้สติ ได้ขอรับสัจจะกับหลวงพ่อใหม่ (แบบขอศีล พูดเอง เออเอง) เขาปรับปรุงร้านใหม่ เช่าเขาทำใหม่ให้ดี เอาสีผึ้ง, ผ้ายันต์, คาถาเครื่องรางของหลวงพ่อมาใช้ มาบูชา 5 ปี ได้เขาซื้อที่ได้ตก 10 ไร่เศษ ปลูกบ้าน 3 ชั้น ใหญ่โต ราคาหลายล้านบาท

เรื่องที่ 8
นายช่างสมาน (ฉายาพระสันติกาโร) เป็นฆราวาส มือซ้าย ของหลวงพ่อ ไม่ได้เรียนวิชาอะไร เป็นช่างทำโบสถ์ มีหลักฐานคือที่รูปหล่อเท่าองค์จริง ใต้ฐานเขียนว่า ช่างสมาน เป็นผู้ดำเนินการสร้าง (หลวงพ่อสั่งให้เป็นผู้จัดทำ) อาชีพเก่าเป็นนักเลง อาจเป็นเสือ, นักเลง ขณะเป็นช่างทำโบสถ์ พกปืนสั้น 2 กระบอก อยู่ ๆ เกิดขัดใจกับเสือนี (ตานี) แห่งดงพิกุล เสือนีใจถึงชอบฆ่าคน ช่างสมานได้มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ แล้วมอบเหรียญรุ่น 1 ให้ มาใช้ ได้ให้คาถานกยูงทอง มาสวด ตอนก่อนนอน และค่อนสว่าง (เป็นคาถาบาทเดิม) ภายหลังมีผู้มาถามถึงคาถาบทนี้ คาถาบทนี้ จะจารึกไว้หลังเหรียญ พระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ว่า “นะโม วิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา” แล้วท่านก็ขอสัจจะ จากช่างสมาน ไม่ให้ทำอาชีพเสริม ท่านได้พูดว่า ต่อแต่นี้ มึงไม่ต้องกลัวมัน (เสือนีก็เป็นศิษย์แต่ไม่ละเว้น ศิษย์เดียวกัน) ต่อให้พ่อมันอีกคน มึงก็ไม่ต้องกลัว ด้วยแรงกรรม เสือนีฆ่าคนเป็นว่าเล่น แม้แต่แม่ยาย ไม่พอใจแม่ยาย ฟันคอแม่ยายขาดเลย อยู่ต่อมา เข้าใจว่าเป็นมนต์บท 3 บท เสือนีถูกเขวี้ยงบ้าน ความใจร้อนดุ โดดเรือนลงมาจะมาฆ่าคนเขวี้ยงบ้าน (ค่อนสว่าง) ลืมตะกรุดของหลวงพ่อ พอโดดเรือนลงมา คนดี (จ่าดิษฐ์) สภอ.เดิมบาง ยิงตายเลย ดิ้นทุรนทุรายไม่ตาย จ่าดิษฐ์ได้ตัดไม้สะเดาทุบตายเลย คาถานกยูงทองนี้หลวงพ่อให้นายสมานไว้แค่คนเดียว แต่เป็นบทเต็ม ๆ ใครอยากได้ไว้ให้หาศึกษาเอา ถ้าไม่เก่งศิษย์พระสายอาจารย์มั่น คงไม่จารึกไว้หลังเหรียญ ภายหลังหลวงพ่อให้พรไว้ ให้บวชเป็นพระ แล้วสร้างโบสถ์, สร้างศาลา เขาก็ได้บวชเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวเด่น สร้างโบสถ์, ศาลา, เมรุ, วิหารหลวงพ่อกวย นับว่าเป็นศิษย์ที่ดีคนหนึ่ง ท่านยังได้คาถาพ่อค้าเร่ อีก 1 บท

เรื่องที่ 9 ขอเป็นเรื่องสุดท้าย ในคาถา 3 บท ที่ใช้รดน้ำมนต์ นายเมือง มั่นปาน เป็นคนบ้านแค เป็นเพื่อนเขยกับลุงเนียม บ้านเคยอยู่ในวัด นายเมือง มีฐานะยากจน หลวงพ่อสักหนุมานให้ 1 ตัว เขาเกเร ติดฝิ่นด้วย ชอบลักขโมยเขาเป็นประจำ หลวงพ่อเลยรดน้ำมนต์ให้ แต่ตำรวจเขาเบื่อคนชื่อเมืองเต็มที่ ผู้กองเจิม, ผู้กองพงษ์เวส มือปืนหลายคน ได้ยิงเขา แต่ยิงออก เพียงแต่ไม่เข้า มีรอยลูกปืน 10 กว่าชนิด เป็นรอย เป็นไตแข็งอยู่ทั่วตัว ตก 30-40 ที่

อีกคนคือ หลวงตาจิ๊ต (ชิต) หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้เพราะคนเขาร่ำลือว่า นายจิ๊ต ยิงไม่ออก หลวงพ่อเลยต้องรดน้ำมนต์ให้ กลัวลูกศิษย์ตาย ผลคือ ไม่ว่าจะยิงนายจิ๊ตอย่างไรก็ยิงไม่ออก (เขามีตะกรุด 1 ดอกด้วย) แม้บวชแล้วก็โดนยิงประจำ แต่ไม่เคยออก ภายหลังหลวงปู่บุดดาบวชให้ ก็ยังยิงไม่ออก เขาสามารถเสกหินก้อนกรวดให้ลอยน้ำได้

อีก 2 คนชื่อ นายชัย กับนายปาน เป็นพี่น้องกัน สติไม่ดี ชอบมาบีบนวดให้หลวงพ่อและแขก (ศิษย์)ที่มาวัด เขาชอบเดินไปตามบ้านคนทั้งคืน หลวงพ่อเกรงว่า เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจผิด เอาปืนยิงเสียตาย เลยรดน้ำมนต์ 3 บทให้ สักให้ด้วย 2 คนนี้เคยโดนยิง นับครั้งไม่ถ้วน ไม่ออก, ไม่ถูกเลย นับครั้งไม่ถ้วน บ้านเขาอยู่บ้านแค นโยบาย (หมอปาน) เคยโดนรถกระบะชน รถหม้อน้ำแตก ไปไม่ได้ แต่นายปานตกคลอง คลานขึ้นมาได้หน้าตาเฉยเลย

เรื่องนี้เป็นเรื่องบุญคุณของหลวงพ่อ ที่มีต่อผู้เขียนสมควรบันทึกเอาไว้ ผู้เขียนได้ภรรยา ตั้งแต่ยังหนุ่มเลย อายุ 20 ปี อยากรวย เห็นผู้หญิงจีนเขาขยันทำมาหากิน ได้พาภรรยาจากกรุงเทพ ลูกครึ่งจีน เมื่อมาบ้าน เรื่องแม่ผัวกับลูกสะใภ้ เป็นเรื่องปกติ ไม่ค่อยจะปองดองกัน สักเท่าไร ภรรยาผู้เขียนรู้สึกอึดอัด ผู้เขียนเลยพาเขาไปรดน้ำมนต์กับหลวงพ่อ หลวงพ่อได้ถามว่ามายังไง ภรรยาผู้เขียนได้ตอบว่า หนูตามพี่เฒ่ามา แม่ผัวไม่รักเท่าไร พอจะเล่าต่อ ท่านบอกพอแล้ว ไม่ต้องพูดอะไร “ไอ้ครูเฒ่า มึงไปตักน้ำมา เดี๋ยวจะทำน้ำมนต์ให้” พอดีเด็กชายที เด็กรับใช้หลวงพ่อ เด็กหมอเฉลียว เดชมา อยู่พอดี ผมเลยวานเขาไปตักน้ำมาจากบ่อ ให้ทิปเขาไป 1 บาท (ราดหน้า ราคา 1 บาท 50 สตางค์) หลวงพ่อยกน้ำในขันที่ทำในกุฏิ ให้ภรรยาผู้เขียนดื่ม ก่อนดื่มท่านพูดว่า “อธิฐานเอา จะได้ทุกอย่าง” ให้พูดเสียงดัง (ออกเสียง) ด้วย ภรรยาผู้เขียนพูดว่า “ขอให้มีความสุข” ดื่มแล้วคืนขันให้ท่าน ท่านผสมน้ำมนต์กับน้ำในกระป๋อง แล้วรดให้ ภรรยาของผู้เขียนขอกับท่านมาก เมื่อกลับมาถึงบ้าน (ขี่มอเตอร์ไซค์ไป) แม่กับน้องสาวได้วิ่งแถมเดินเข้ามาหา ถามว่าไปไหนมาได้บอกแม่ว่า ไปรดน้ำมนต์กับหลวงพ่อกวย แม่ของผู้เขียนและน้องสาว ได้แกะดอกเทียนที่ติดอยู่บนผมออกให้ เรียกเข้าบ้าน รักภรรยาของผู้เขียนเหมือนลูก รักกันจนตายจากกัน 3-7 วัดหลังรดน้ำมนต์ให้ พ่อกับแม่ก็ปลูกบ้านให้ ราคา พ.ศ. 2520 บ้าน 2 ชั้น ราคา 22,400 บาท (สองหมื่นสองพันสี่ร้อยบาท) ค่าปลูก 2,400 บาท (สองพันสี่ร้อย) เทียบเงินสมัยนี้คงประมาณ 2 แสนเศษ ก่อนปลูกผู้เขียนไปหาหลวงพ่อ อยากได้น้ำมนต์รดบริเวณบ้าน และปักหลักให้ท่านดูให้ ท่านทำน้ำมนต์ให้มา ผู้เขียนใส่ถึงพลาสติกมา ตอนที่ท่านทำให้ท่านพูดว่า “อยากได้แค่ไหนก็ให้เอาน้ำมนต์นี้รดเอา พรมบ้านด้วย” (บริเวณปลูก)

ผู้เขียนไม่เข้าใจคำพูดของท่าน ได้พรมบริเวณปลูกบ้านและพรมล้อมบ้านกันผี เป็นรูปสี่เหลี่ยม ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ที่มีมาก อยู่ต่อมาพ่อแม่ก็ยกให้ เท่าที่เอาน้ำมนต์พรม คือ 1 ไร่ครึ่ง

เรื่องน้ำมนต์นี้ผู้เขียนไม่อยากให้วิชา และคาถาของท่านเสื่อมสูญ ผู้เขียนกับอาจารย์ชุมพล วัดหนองเฒ่า และอาจารย์นักรบ เจ้าอาวาส รู้ว่าท่านเก่งน้ำมนต์ 3 บท เลยคิดอ่านทำเหรียญน้ำมนต์ ขนาดใหญ่ (เท่า ๆ ของหลวงปู่ทิม วัดระหารไร่) โดยนำรูปตอนที่หลวงพ่อทำน้ำมนต์หยดเทียน มีบาตรน้ำมนต์, หญ้าคา โดยใส่คาถา 3 บท ลงไปทุกตัวอักษร (ใส่คาถาสะท้อนกลับแถมให้ด้วย) ได้ทำจากชนวนล้วน ๆ หลายกิโลกรัม เทหล่อแบบโบราณ แต่เหรียญออกมาไม่สวยเลย เลยต้องแกะแม่พิมพ์ใหม่ (แบบปั้ม) จึงได้เหรียญที่สวยมาก ได้ทำไว้ 4-5 เนื้อ เช่น นวะ, สำริดเหลือง, สำริดแดง, อัลปาก้า และลงยา ตอนนี้เหลือแต่ สำริดเหลือง, อัลปาก้า และลงยา 3 เนื้อ ติดต่อทำบุญได้ที่วัดหนองเฒ่า ท่านอาจารย์นักรบ เจ้าอาวาส โทร. 085-273-5515 หรือถ้าติดต่อไม่ได้ ให้ลอง ๆ ติดต่อที่มูลนิธิเล่ม 2 ดู ผู้เขียนได้ทดลองนำมาใช้ดู 1 ครั้ง คือ ลูกน้องโดนข้อหา ลักทรัพย์ มันชื่อวิรัช ดีเดช ไปลักเหรียญหนุมานเขา ตำรวจจับได้ ก่อนโดนจับ ผู้เขียนรู้ว่า งานนี้ไม่รอดคุกแน่ ได้ทดลองนำเหรียญรุ่นนี้ ทำน้ำมนต์รดให้มันคนแรกเลย มีพยานบุคคลชัดเจนขึ้นศาล แบบไม่มีทนาย ศาลสั่งจำคุก 3 ปี 6 เดือน (คดีเก่าเอามารวมด้วย เคยต้องคดีมาเกือบ 10 ครั้ง ไม่หลาบจำ) ผู้เขียนได้บอกเล่ากับหลวงพ่อ ขอให้ติดคุกสัก 1 ปี 6 เดือนเศษ ทราบว่ามีการอภัยโทษ เขาติดคุกแค่ 1 ปี 6 เดือน ตามที่ขอกับหลวงพ่อ ก็ไม่รู้ว่าเก่งหรือเปล่า เพราะครั้งเดียว มีคนบางคนเห็นเหรียญสวยดี ได้นำไปเลี่ยมคล้องคอประสพอุบัติเหตุหลายครั้ง แต่ปลอดภัยดี ผู้เขียนได้นำไปเสกหลายทีหลายครั้ง พิธีใหญ่ ๆ อดีตเจ้าอาวาสที่เก่ง ๆ ไม่ไกลนัก จะนำไปเสก แทบทุกครั้ง เช่น พิธีวัดหลวงพ่อปากคลอง (ศุข), พิธีวัดหลวงพ่อโม, พิธีวัดหลวงพ่อปลื้ม, พิธีวัดของหลวงพ่อ 3-4 ครั้ง (สร้างมา 3-4 ปีแล้ว 2563) ลูกน้องวิรัช ดีเดช ฉายฟงหวิน ขี่พายุทะลุฟอยส์ (อยู่คุกสุพรรณ)

ต่อไปจะขอกล่าว ถึงวิชาเสกข้าวให้สุนัขกิน เพราะใช้คาถา 3 บทเสก วิธีการทำ (ขอกล่าว) ไว้ดังนี้ ถ้าหลวงพ่อรู้เรื่องว่า ศิษย์เดือดร้อนมาหา ต้องคดี จะโดนคดี จะสอบเข้าทำงาน (เมื่อมีการแบ่งปัน) หลวงพ่อจะปั้นก้อนข้าว 1 ถึง 3 ก้อน เสกด้วยคาถา 3 บทนี้ แล้วให้ศิษย์นำไปให้สุนัขกิน ที่ทาง 3 แพร่ง ถ้าสุนัข (หมา) มันพูดภาษาคนได้ คน ๆ นั้น (ศิษย์) จึงจะแพ้เขา, แพ้ภัย, ขึ้นศาล, แม้ถูกปรักปรำ คู่กรณีก็จะพูดไม่ออก หรือมีอันเป็นไป ในเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างจะให้การกับพระเจ้าแผ่นดิน (เข้าใจว่าพระพรรณวษา) เพื่อปรักปรำขุนแผน ขุนแผนรู้คาถานี้ ได้ว่าคาถาตั้งแต่เดินเข้าวังแล้ว ผลคือ พอจะเบิก (เรียก) ตัวขุนช้าง ขุนช้างท้องเสียอย่างแรง จะเรียก (เบิก) ตัว กี่ครั้ง ก็ท้องเสีย จึงต้องยุติเรื่อง เรื่องคล้ายกันนี้ หลวงพ่อเคยทำเมื่องาน พุทธาภิเษก ที่วัดเดิมบาง พ.ศ. 2518 ในงานเสกเหรียญวัดเดิมบาง แต่เมื่อมีใครถามท่าน ท่านจะพูดแบบสุภาพว่า พระท่านไม่สบาย แต่จริง ๆ แล้วเป็นการลองวิชากัน คาถา 3 บทนี้ เป็นวิชาทำน้ำมนต์ขั้นสูงสุด เป็นวิชาเสกข้าวให้สุนัขกิน ใช้เวลาสอบแข่งขัน, เวลาต้องคดี, เวลาจะโดนจับให้เขียนชื่อศัตรู ยัดในก้อนข้า 1-3 ก้อน เสกด้วยคาถา 3 บทนี้ นำไปให้สุนัขกินที่ทาง 3 แพร่ง เราจะชนะ ท่านพูดว่า ถ้าหมามันพูดภาษาคนได้ เราถึงจะแพ้ แต่เมื่อหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว เราทำเอง ความมั่นใจของเราอาจลดน้อยลงไป แต่มีคน (ศิษย์) หลายสิบคนทำได้สำเร็จ เพียงขอให้มั่นใจ ทั้งการทำน้ำมนต์และเสกข้าวให้สุนัขกิน หลายคนลอดจากคุก ยกเว้นคนที่ไปรับสารภาพกับเขา แต่ก็จะได้รดหย่อนโทษ ให้เหลือน้อยลง ในคาถานี้มีสายมือ มีอยู่ในคาถาเล่ม 1 แต่ถ้าจะเอาเป็นแผ่น 3 บท ขอมาได้ฟรี (จ่าหน้าซองติดแสตมป์มา) ต่อไปจะขอบันทึกอำนาจของวิชาเสกข้าวให้สุนัขกิน ตอน 1 น้ำมนต์ 3 บท,

ตอน 2 วิชาเสกข้าวให้สุนัขกิน ตอน 3 อิทธิฤทธิ์ของพระปรกโพธิ์ 9 ซึ่ง 3 ตอนนี้ใช้คาถา 3 บทเสก

เรื่องที่ 1
เอาเรื่องเบา ๆ ก่อน คุณสุรศักดิ์ เพ็ญทองดี ทำงานอยู่ ร.ร.เมืองอารัมย์ บ้านดงเมือง หมู่ 7 ต.เมืองทุ่ง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด คุณสุรศักดิ์ เขาจบ ม. 6 แต่สอบทหารและตำรวจไม่ได้ ผู้ช้าถ้าไม่มีงานทำ มันกลุ้มมาก, เครียด พอดีที่ ร.ร.เมืองอารัมย์ เขาเปิดสอบนักการภารโรง คุณสุรศักดิ์ เลยสมัครสอบ เขานับถือหลวงพ่อกวยมาก เขาเลยเขียนชื่อคู่แข่ง ใส่ก้อนข้าว 3 ก้อน เสกด้วยคาถา 3 บท (บอกให้หลวงพ่อเสก และช่วยเสก) เสกอยู่เป็นวันเป็นคืน แล้วนำไปให้สุนัขกิน ก่อนสอบประมาณ 1 วัน 1 คืน เมื่อเข้าสอบเขาสอบได้ชนะทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ เขาบนบวช ลูกชาย 2 คนก็เรียนจบครูแล้ว 1 คน เขาทำนาเป็นอาชีพเสริม นับถือหลวงพ่อ นับถือผู้เขียน หลายครั้งนำข้าวสารหอมมะลิมาฝากเป็นกระสอบใหญ่ นับถือผู้เขียนเป็นพ่อ ผู้เขียนเลยมอบทุนการศึกษาให้ลูก ๆ เขาไปบ้างตามกำลัง ได้ครอบวิชาสักยันต์ให้ไป เขาช่วยแจกซองผ้าป่าหลายปี เขาเป็นคนดีและซื่อ หาได้ยากในประเทศไทย พ.ศ.นี้ คาถา 3 บทนี้ บทที่ 1 เป็นคาถา 6 ตัว ไม่จำเป็นอย่าภาวนาส่งเดช เป็นคาถาเชิญพระแม่ธรณี บทที่ 2 เป็นคาถาพระแม่ธรณี เชิญให้มาผจญหมู่มารให้ภัยแพ้ ขึ้นต้นด้วย “ตัดษา เกสิ ตะโต...” บทที่ 3 คือ บารมี 10 (บารมี 30 ทัศ) ขึ้นต้นด้วย “อะยันตุโพนโต...” คาถานี้ขอได้ฟรี ลายมือของหลวงพ่อ เขียนให้ผู้เขียนไว้ อีกด้านของใบคาถาเป็นรูปของท่านเสกแล้ว เป็นรูปขณะทำน้ำมนต์

เรื่องที่ 2
คุณประยุทธ แสงสว่าง ตอนที่เขาจะสอบเป็นนักการ ร.ร.วัดสามเอก เขาเล่าไว้ด้วยความเคารพ เขาจะสอบเป็นนักการเขาได้ปรึกษาพี่ชาย ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ พี่ชื่อ พยนต์ แสงสว่าง นายพยนต์ ได้เป่าหัวให้ 1 ที แล้วเสกข้าวปั้น มาให้ 1 ก้อน ให้เอาไปให้สุนัขกันที่ทาง 3 แพร่ง คุณประยุทธก็ไม่มั่นใจ เท่าไร ได้ถามท่านว่า ผมจะสอบเข้าได้ไหม หลวงพ่อได้พูดว่า “มึงสังเกตให้ดี ตอนเอาข้าวให้หมามันกิน ถ้าหมามันพูดภาษาคนได้ มึงถึงสู้เขาไม่ได้” เมื่อคุณประยุทธ เอาข้าวเสกให้สุนัขกิน คุณประยุทธรู้สึกหวั่นวิตก ข้าวก็ 1 ก้อนเท่านั้น หัวก็เป่าแค่บทสั้น ๆ 1 บท

วันสอบ มีผู้สมัคร 8-9 คน ภาคเช้าสอบข้อเขียน ภาคบ่ายสอบปฏิบัติ คู่แข่งหลายคนเป็นช่างไม้ โอกาสแพ้มีเต็มร้อย มีการสอบทำโต๊ะ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง คุณประยุทธไม่มั่นใจเลย เพราะไม่เคยทำ ขณะเจาะขาโต๊ะ เอาสว่านเจาะ เขาทำดอกสว่านหัก คาขาโต๊ะเลย สั่นไปหมดเขาตกใจหน้ามือเลย ขณะหน้ามืด เขาได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดว่า “ถ้าหมามันพูดภาษาคนได้ มึงถึงจะแพ้เขาๆๆๆ” พูดซ้ำหลายครั้ง คุณประยุทธเลยแงะดอกสว่างที่หักออก เอาตะปูตอกแทน คู่แข่งทำนำไปเกือบเสร็จ พอดีเวลาหมด เจ้าหน้าที่ ได้ถามว่า จะต่อเวลา จะมีใครคัดค้านหรือไม่ คุณประยุทธยกมือขึ้นอัตโนมัติ โดยไม่คิด (ภายหลังมาคิดได้ว่า ถ้าต่อเวลา ก็จะแพ้เขา) กรรมการเลยไม่ตัดสิน เรื่องต่อโต๊ะ เพราะไม่มีใครทำเสร็จ เลยมาตัดสินตรงข้อเขียน ปรากฏว่าคุณประยุทธ สอบข้อเขียนได้ที่ 1 เขาจึงได้เป็นนักการภารโรง สมัยก่อนนักการภารโรง เป็นลูกจ้างประจำ ทำงานได้ยั้นปลดเกษียณ ถ้าไม่เกเร เป็นงานมั่นคง เงินเดือนขึ้นทุกปี มี 2 ขั้น ร.ร.วัดสามเอก อยู่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี บ้านคุณประยุทธอยู่ไม่ไกลจาก ร.ร.นัก เขาขอพรหลวงพ่อ เช่าบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อก่อน จ่ายเงินทีหลัง เอาของไว้ก่อนรุ่งขึ้น ถ้าถูกหวยจะเอาเงินหวยใต้ดินจ่าย เขาทำแบบนี้ 5-6 ครั้ง มีมีดหมอ 2 เล่ม รูปหล่อบูชารุ่น 1, 2 (2 องค์) เขามีลูกชาย 2 คน ผู้เขียนเคยไปขอแบ่งรูปหล่อบูชารุ่น 1 จากเขา เขาบอกจะให้ลูกชาย 2 คน ผู้เขียนไป 2 ครั้ง ต้องกลับ เกรงใจเขา ลูกเขา เขาก็รัก ลูกเราเราก็รัก

เรื่องที่ 3
นายกลิ่น ขันทอง บ้านเดิมอยู่บ้านหัวเกาะ อ.เดิมบางนางบวช ปัจจุบันย้ายไปอยู่สามเอก เขาถูกกว่าหาว่า ไปลักยิงเขา ที่ทุ่งหนองอีปรางค์ เขาตกใจมาก เพราะตำรวจกำลังตามจับ ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัว เขาได้ไป (มา) หาพี่ชาย ชื่อสนิท ขันทอง มาขอคำปรึกษานายสนิท เป็นศิษย์ของหลวงพ่อกวย นึกถึงหลวงพ่อกวย ได้พาน้องชายมากราบหลวงพ่อ (เป็นธรรมเนียมนิยม สำหรับหลวงพ่อกวย เวลาศิษย์ใหม่ จะมากราบเป็นศิษย์ ถ้ามีพี่, น้อง, ญาติ, กรรมการวัด ซึ่งเป็นศิษย์เก่า ถ้าศิษย์เก่าพอมากราบ พามารับรอง จะดี, ไว สมัยก่อนนิยมอย่างนี้ สมัยนี้ถ้าทำได้ ก็จะดี) นายสนิทและนายกลิ่น เล่าเรื่องให้หลวงพ่อฟัง ว่าเขาไม่ผิด หลวงพ่อเป่าหัวให้ 1 ทีและเสกก้อนข้าวให้ 3 ก้อน สั่งว่า ให้เอาไปให้สุนัขกินที่ทาง 3 แพร่ง โดยให้กินทีละ 1 ก้อน นายกลิ่น ได้ถามท่านว่า ผมจะโดนตำรวจจับหรือไม่ หลวงพ่อพูดว่า “ถ้าหมามันพูดภาษาคนได้ มึงถึงโดนตำรวจจับ” นายกลิ่นก็ไม่มั่นใจเท่าไร อยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในป่า, ในทุ่ง, ในนาฯ วันหนึ่งจ่า “พัว” (จ่ามือปราบ ดัง, เก่ง, ใจถึง, จับเก่ง, จับจริง ดังในยุคของผู้เขียน ผู้คนเกรงกลัวมาก เป็นจ่าในตำนาน เคยจับรถเรื่อไร หลวงพ่อหร่ำ วัดวังจิก สามชุก ภายหลังบวชอยู่กับหลวงพ่อหร่ำ เป็นตำรวจยุคแรกของเดิมบาง หนังสืออ่านไม่ออก ภายหลังสร้างวัด ด้วยที่ของตัวเอง เป็นเจ้าอาวาสเอง) จ่าพัวได้เห็นนายกลิ่น โดดจับเลย ได้ใส่กุญแจมือพูดว่า ไอ้นี่มีคดี กูจำได้ ขณะโดนจับ หลวงพ่อพูดด้วยจิตว่า “ถ้าหมามันพูดภาษาคนไม่ได้ กูรับรองมึงไม่โดนจับๆๆๆ...” หลวงพ่อพูดด้วยจิต แต่ดังชัดเจน พูดหลายครั้ง แต่ตอนนี้ นายกลิ่นโดนจับอยู่ ตารางร้อยเปอร์เซนต์ หลวงพ่อพูดได้ไง ไม่โดนจับ ยังจะมาพูดอยู่อีก ก็โดนจับติดกุญแจเห็น ๆ พอดีตำรวจลูกน้อง 2 คนได้มาพูดกับจ่าพัวว่า ทางโนนมีคนทำน้ำตาลเมาหลายคน ต้มเหล้าด้วย เราไปจับคนทำน้ำตาลเมา, ต้มเหล้า ดีกว่า จ่าพัวเห็นดี ได้ไขกุญแจมือที่ติดใส่ นายกลิ่น ขันทองออก แล้วพูดว่า มึงไปเถอะ กูไม่จับมึงแล้ว ตำรวจ และเจ้าทุกข์ ก็ไม่ได้ไปร้องเรียนถึงเรื่องของนายกลิ่นอีกเลย นับว่าวิชาเสกข้าวให้สุนัขกินนี้ แน่นอน เด็ดขาด (จ่าพัวนี้ ตอนไปบวช ปลดเกษียณได้สร้างพระพิมพ์สมเด็จ, ผงสุพรรณ, ด้วยว่านกันงู ปี 2509 เสกพิธีเหรียญพระปัจเจและได้ถวายหลวงพ่อกวยมาค่อนลังแม่โขงได้ นับว่าปลายชีวิตเขาเป็นคนดี ลูกก็เรียนที่กรุกเทพ ทำงานดี พระเสกที่วัดวังจิก วัดหลวงพ่อหร่ำ หลวงพ่อหร่ำเป็นศิษย์ร่วม อ. กับหลวงพ่อ (หลวงพ่อศรี (สี))