
รูปหล่อคล้องคอ หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร รุ่น 1 ตอนที่ 1
สกุ๊ฟพิเศษ
รุ่นที่ 1 หลวงพ่อกวย ได้รังสรรค์ (สร้าง) วัตถุมงคลรูปหล่อคล้องคอไว้ 2 รุ่น เก่งตัวจริง อภินิหารย์บู้ล้างผลาญ แบบพระพิมพ์สรรค์ (รุ่น 1) คือเหนียวแบบไก่ เหนียวแบบไก่ตี (ไก่นักมวย) ถลอกปอกเปิกบ้าง ถ้าเข้าสงคราม แต่สามารถต้านอาวุธสงคราม ได้ทุกชนิด ชนิดหูดับ, สลบ, ถลอก, เสื้อกางเกงขาด, แต่ไม่ตาย หมายถึงเข้ารบในสงคราม ที่ใช้อาวุธ เอ็ม 16, อาร์ก้า หรือไรเฟิลติดลำกล้อง, ระเบิด อาวุธสงคราม รูปหล่อรุ่น 1 นั้นต้านได้ จำนวนผู้เขียนไม่รู้ว่าสร้างเท่าไร ประมาณ พ.ศ. ที่สร้าง 2510 ในปี 2512, 2515 วัด (หลวงพ่อ) ได้สร้างวัตถุมงคล และเสกพิธีใหญ่ เช่นรูปหลังตะกรุด, รูปยืนอุ้มบาตร, สมเด็จ ปี 15, เหรียญรุ่น 2, แหวนนิ้วตาราง (วงใหญ่) ฯ ได้เสกแบบยิ่งใหญ่จริงจัง หลายครั้ง รูปหล่อรุ่น 1 นี้ จึงเก่ง เพราะได้เสกร่วมกับเหรียญรุ่น 2 (ปี 2515) ซึ่งเหรียญรุ่น 2 เสกถัดมาถึง 5 ปี เหรียญรุ่น 2 ก็ยิงไม่ออก (ชู สว่างศรี) คือหลวงพ่อเวลาสร้างและเสกของ ไม่ใช่เสก 5 นาที อย่างน้อยต้อง 1 ไตรมาศ (3 เดือน) รูปหล่อรุ่น 1 นี้ กว่าจะแจกหมด ใช้เวลา 5-7 ปี บางรุ่นเหรียญกว่าจะแจกหมด (เหรียญรุ่น 1 ใช้เวลา 11 ปี (เสก) รูปหล่อ 1 เป็นรูปหล่อปั้ม เล็กกะทัดรัด สวยมาก รมทอง ไม่มีอัลปาก้าหรือเนื้ออื่น มีจารบ้าง ก้นตัน ไม่บรรจุ เนื้อในเดิมเป็นทองเหลือง วันเวลา สีอาจคล้ำเป็นสำริด (สัมฤทธิ์) ในตามีเม็ดตา สวยงาม แต่บางคนก็ลูกอีช่างติ หาว่าไม่สวย ติว่าหน้าท่านเหมือน “หน้าลิง” พูดแบบขาดความเกรงใจ ผมว่าบาป (หมอในตลาดสรรค์ หมอประจำตำบล มีร้านขายยาอยู่) บางคนก็พูดแบบขาดความเกรงใจ ท่านได้ยินเข้า (รู้) ท่านพูดว่า “ก็หน้าตากูก็เป็นอย่างนี้ หัวโล้น ๆ จะหล่อแบบพระเอกหนังไทยได้อย่างไร” คือท่านพูดกับหมอตลาดสรรค์ว่า อยากได้ไหมรูปหล่อน่ะ ถ้าอยากได้ จะให้สัก 1 กำ หมอไม่อยากได้ บอกไม่สวย (คิดในใจว่าหน้าตาของรูปหล่อ หน้าเหมืองลิง) พอศิษย์ไม่อยากได้ ท่านเลยเสกให้เป็นพิเศษ ท่านมั่นใจขนาดได้เก็บแอบเอาไว้ บรรจุที่อกไก่อุโบสถ ด้านทิศตะวันออก ตรงรูป พระนารายณ์ขี่นกยูง 1 กำ และบรรจุที่ศาลาทำบุญไว้ 2 ด้าน ด้านละ 1 กำ ท่านเคยมอบให้ผู้ใหญ่สนิท วัดปากดงท่าศาล เขามาขอจะนำไปบรรจุที่กำแพงวัด ท่านเมตตาให้ไป 2 กำมือ วัดนี้อยู่อำเภอเดิมบางนางบวช ไปสิงห์บุรี หลวงพ่อคิดว่า เขาคงหาที่บรรจุทีละองค์ แล้วฝังบรรจุที่กำแพงวัด ไว้โอกาสหน้า กำแพงวัดจะเป็นทองคำ เลยให้ไป ปรากฏว่าผู้ใหญ่เอาไปผสมกับปูน เทเป็นกำแพงรอบ ๆ หอสวดมนต์ นับว่าเป็นการให้พลอยกับไก่แท้ ๆ เคยมีและมาเอาขาย (จำหน่าย) บ้าง แต่ปูนกัด ผิวเสียหมดเลย
วัดที่บรรจุ คือวัดปากดงท่าศาล อยู่อำเภอเดิมบางนางบวช ไปทางสิงห์บุรี รูปหล่อรุ่น 1 นี้ มีคุณครูนำไปถอดหล่อโบราณ 1 ครั้ง เอาเงินซื้อที่ดิน เป็นครูเคยสอนอยู่โรงเรียนเทพรัตน์ อำเภอสรรคบุรี ผู้เขียนเคยทำร่วมกับวัดหนองเฒ่า 2 รุ่น (ฉีด 1 รุ่น หมดแล้ว, ปั้ม 1 รุ่น บรรจุเกศาให้) วัดทำหลายรุ่น นิยมเช่าหาบูชากันเชื่อว่าดี, ที่ดีและถอดออกมาเหมือน คือ รุ่นโรงยิมโรงเรียนวัดโฆสิตารามมีอาจารย์สุธน, คุณพงษ์เวส, ทนายความคเชนทร์ มาสมาน จัดสร้าง รุ่นนี้ถอดจากของเดิมสวยเลย ก้นมีบรรจุตอกโค๊ต, มีเนื้อตะกั่ว (แร่) ด้วย อาจารย์ชนินทร์ผู้ปลูกเสก ออกเงินสร้างให้ ขอกราบของพระคุณ อาจารย์ชนินทร์ไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูง เสกให้แถมออกเงินสร้างให้ด้วย ส่วนรูปหล่อ 1 นี้ (23 เมษา 63-20) ยังปลอมไม่เหมือน เส้นเล็ก ๆ น้อยลายละเอียดการหดตัว ยังทำปลอมไม่ได้ จะขอบันทึกอภินิหารย์ เอาไว้เพื่อยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ คงจะบันทึกให้เป็นครั้งสุดท้าย (ถ้าท่านมีปัจจัยมากพอชีวิตของท่านแพงหลายร้อยล้าน ท่านควรมีรูปหล่อ 1 หรือเหรียญรุ่น 1 (ไม่มีตะกั่ว ลองพิมพ์ ไม่มีกาหลั่ย) ข้อ 2 รูปหล่อ รุ่น 1 สวยและเก่งตัวจริง ข้อ 3 คือเหรียญหนุมาน
อภินิหารย์เรื่องที่ 1 ภรรยาของผู้เขียนเคยใช้อยู่ เหตุเกิดที่บริเวณเขาใหญ่-เขาน้อย เขาที่ออกเหรียญจตุพิธ 9 อาจารย์ ขับรถกระบะมา อยู่ ๆ สายไฟฟ้าแรงสูง ได้ขาดตกลงมาพาดรถกระบะ ไฟซ๊อตแต่ไม่เป็นอะไร รถวิ่งมาด้วยดี แต่สายไฟได้หลุดไปพาดรถกระบะคันที่แล่น (วิ่ง) ตามหลังมาไฟได้ลุกไหม้รถกระบะคันที่ขับตามมา ไฟไหม้รถขนาดรถวิ่งไม่ได้ ไหม้ทั้งคัน อีกครั้งขับรถมอเตอร์ไชค์ ไปพิมพ์งานซองผ้าป่าที่ตลาดท่าช้าง สังหรณ์ในใจว่าให้รีบ ๆ ขึ้นไปบนโรงพิมพ์ (โรงพิมพ์เถ้าแก่เล็ก) ติดบ้านหมอทัศนัย ใกล้ ๆ ร้านมอเตอร์ไซค์ เถ้าแก่โต้) พอขึ้นไปพ้น รถกระบะของใครไม่รู้ วิ่งมาด้วยความเร็วในซอยแท้ ๆ ได้ชนรถมอเตอร์ไซค์ของภรรยาผู้เขียน ชนเละเลย ถ้าภรรยาของผู้เขียนยังอยู่กับรถถึงตายแน่นอน ร้านมอเตอร์ไซค์ของนายโต้ เขาพูดจาไกล่เกลี่ยให้คือ ซื้อให้ใหม่เลย อีกครั้งหนึ่ง เขาขับรถกระบะไปสุพรรณ ตรงแยกนางบวช (ไปสิงห์บุรี) ตรงนั้นเป็น 3 แยกอันตรายมาก รถ 10 ล้อวิ่งสวนเลนมา มาเจอกันพอดี รถ 10 ล้อแทนที่จะขับชน เขาเบรค เบรคแตก ดังสนั่น รถ 10 ล้อ หักหลบ ปีนขึ้นเกาะกลาง ไม่ชนกัน คนมาดูมาก ถ้าชนกันก็เละ ตรงนี้เช่นกัน ที่เก่าแต่คนละเวลา รถ 10 ล้อวิ่งมาด้วยความเร็ว เจอรถของภรรยาผู้เขียน เขาตกใจคล้าย (เจอรถอะไรที่ใหญ่มาก เขาหักหลบ (10 ล้อ) เข้าไปเหมาร้านสะดวกซื้อ เหมาหมดร้าน (ทะลุหลังร้านเลย) 3-4 ครั้ง ภรรยาผมเคยใช้อยู่ รูปหล่อนี้ถ้ามีเขาอยู่จะปลอดภัย หลายครั้งภรรยาของผู้เขียน ตอนทำเหมือง 10 กว่าปี ขับรถกระบะไปส่งอะไหล่, ไปดูงาน, ไปเคลียร์งาน ขับรถเป็น 1 วัน เป็นคืน บางครั้งง่วงจัด ขับรถลงข้างทาง (บ่อหลา) ลงข้างทางแล้วหลับต่อ ตื่นขึ้นมาขับรถขึ้นมาได้เอง น้ำท่วมล้อ เป็นอยู่ 3-4 ครั้ง ปกติถ้าเขาง่วงนอนจะอาศัยจอดนอนในปั้มหรือหน้าบ้านคนรวย
เรื่องที่ 2 นายกลิ่น ชุมพลพันธ์ อดีตอาเขย บ้านเคยอยู่ติดกัน มีคดีฆ่าคน จ่าพัวจ่ามือปราบเบอร์ 1 ของ อ.เดิมบางฯ จ.สุพรรณฯ เคยมาแอบยิง (ฆ่า) นายกลิ่น คือ มีคดีฆ่าคน แต่ไม่มีหลักฐาน จ่าพัวเคยมาแอบยิงนายกลิ่น 6-7 ครั้ง 3 ครั้ง คล้องหนุมานลอยองค์รุ่น 1 อีก 4 ครั้ง คล้องรูปหล่อรุ่น 1 ภายหลังหลวงพ่อให้หนี เขาหนีไปอยู่สกลนคร และไม่มีตำรวจคนไหนตามเจอ ไปสร้างครอบครัวใหม่ หลวงพ่อบอกให้หนี หลังจากมอบรูปหล่อ 1 ให้ การหนีมันก็ไปยากเท่าไร หนีไปไกล ๆ มีครอบครัวใหม่ ซื้อบัตรใหม่ สวมทะเบียนบ้านใหม่ ถ้าระแวงกลัวตำรวจตามเจอ ก็หนีไปบวชลาวหรืออยู่ที่ สปป.ลาว ไปทางหนองคาย เวียงจันทร์อยู่ห่างหนองคาย 10 กว่ากิโลเมตร ไปหลวงพระบางก็ได้
2.1 นายต่วย เทียนจันทร์ (จัน) เป็นอา บ้านอยู่บ้านเดิม คือหัวเด่น เกเรแต่เงียบ มีอาชีพซื้อขายของยามวิกาล จำพวกวัว, ควาย, ผู้กองเจิม, ผู้กองพงษ์เวสต์ สภอ.สรรคบุรี ไม่ชอบ ผู้กองเจิมได้มาแอบยิงนายต่วย 3 ครั้ง ยิงไม่ออกเลย (ภายหลังบิดาของผู้เขียน (พี่) ได้ไว้) ภายหลังโดนแอบยิงด้วยไรเพิลติดลำกล้อง นายต่วย คล้องรูปหล่อ1 เพียงองค์เดียว
2.2 นายชุบ เทียนจันทร์ (จัน) อา เกเรตามเหล่าพันธุ์ บ้านอยู่วังขรณ์ ต.บางขุด ซื้อขายวัว, ควาย ยามวิกาล ปล้นก็เคย เคยไปปล้นเขา กับพวก 3-4 คน แต่ตำรวจพยายามจับเป็นคือไม่กล้ายิง ได้ยิงตายไป 1 คน อีก 2 คน โดนยิงบาดเจ็บ ไม่ให้ตาย ใช้ปืน .38 ม้าคาบศร คอลส์ ลูกโม่ 6 นัด (ปืนตำรวจ) มีแต่นายชุบ คนเดียวที่ยิงไม่ออก ยอมให้จับ ผู้นำจับ คือจ่าหนูสิน เวชคง ตำรวจ สภอ.สรรคบุรี (ปลดร้อยตรีหนูสิน เวชคง) เป็นอาเขย บ้านอยู่หัวเด่น บ้านอยู่ติดบ้านย่า เป็นอาเขย (ย่าฉวน โดยแบ่งที่ให้เป็นเขย) นายชุบคล้องรูปหล่อ 1 องค์เดียว โดนยิงไม่ออก จ่าหนูสิน นำจับเห็นพี่เมียโดนจับ ได้นำนายชุบมาสอบและซ้อม เตะกระเด็นหงายท้อง ร่วงบ้านเจ้าทรัพย์ พร้อมทำท่าให้หนี นายชุบ ลุกขึ้นได้วิ่งหนี จ่าหนูสินแกล้งยิงด้วยปืน 6 นัด ออกทุกนัด งานนี้รอดคุกไปได้
2.3 นายโชน เทียนจันทร์ (อา-จัน) บ้านอยู่ทางวังขรณ์ ต.บางขุด เป็นน้องบิดา (พ่อ) คล้องรูปหล่อ 1 ไป 1 องค์ประจำ ไปพัก (เที่ยว) บ้านเพื่อน คือนายเอียง แซ่จึง ที่หนองคาย ไปอยู่ก็กร่างไม่กลัวใคร เจ้าถิ่นไม่พอใจ ได้ส่งมือที่มาฆ่าให้ตาย มือปืน (คนร้าย) ได้แอบอยู่ที่ท่อระบายน้ำ ไฟสลัว ๆ นายโชน มีฤทธิ์ของคนจริงกว่าทุกคน คืออดีตเป็นมือปืนของจอมพลผิณ ชุณหวัน อดีตบิดาของอดีต พลฯ นายกชาติชาย ปัจจุบันอายุตก 90 ปี (พ.ศ. 2563) นายโชน ได้ชักปืนออกมา เผลอร้องท้าด่าแม่ ให้คนร้ายออกมายิงกัน คนร้ายได้ครั้งแรก (ก่อนด่ามารดาเขา) ยิงไม่ออก 2-3 นัด พอร้องท้าด่าแม่เขา คราวนี้ยิงนัดเดียวออกเลย โดนตะปอมข้อเท้า ข้อเท้าแพลง ขัดล้มลง ไปรักษาหมอที่ชันสูตร หมอคนนี้เก่งมาก แต่รักษาไม่ดีขึ้น ต้องมารักษาที่รูปหล่อจึงหาย ใช้นำมนต์รักษา ใช้ผ้าผีมัดเข้าเผือก นายโชนนี้ปัญญาดี ดีมาก เกเร มาขอพรหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่ให้ ได้ให้ความดี ความชอบ ให้ไปตกกับลูก ลูกชายคนแรก จากหมออนามัย ปัจจุบันเป็น ผอ.รพ.ชุมชน, คนน้องจาก พลตำรวจ เขาเลื่อนขึ้น ปัจจุบันเป็นพันเอก อายุประมาณ 50 ปี อยู่ต่างจังหวัดแท้ ๆ แต่ผมก็ให้เขาบูชาเหรียญ ร.5 ของหลวงพ่อ 1 เหรียญ อีกเหรียญเป็นเหรียญ ร.5 หล่อจากแผ่นยันต์ ของหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา (อ.ของหลวงพ่อ)
2.4 นายเชน เทียนจันทร์ (จัน เป็นอา น้องเล็กของพ่อผู้เขียน) มีนิสัยบ้าโหล่ พูดจาไม่เกรงใจใคร ไม่เกรงใจแม้หลวงพ่อ คือ พูดจาเสียงดัง เกรงอยู่แต่ก็พ่อของผู้เขียน สมัยไปรับจ้างรบที่ลาว หลวงพ่อให้รูปหล่อ 1 ไป 1 องค์, หนุมาน 1 หนึ่งองค์) , ทรายเสก, ปฐวีธาตุ, แหวนแขน, พระดิน, พิมพ์สรรค์, ผ้าขอดฯ ไปรบลาว โดนยิงหลายครั้ง ไม่เคยออกเลย แหวนแขนสามารถเตือนภัยได้ ได้รับฉาย “ทหารพรานเชน แหวนแขนเรด้าห์” จากผู้พันได้รับเหรียญกล้าหาญ รูปหล่อ 1 เขาเลี่ยมเปิดหน้า เปิดหลังเลย รูปหล่อสึกมาก มีการทดลองยิงก็ไม่ออกหนุมานลอยองค์ก็ยิงไม่ออก ผู้พันได้ขอเช่าหนุมานลอยองค์ 1 เอาไป อีกคนสมควรกล่าวถึงคือพ่อหรือบิดาของผู้เขียน พ่อของผู้เขียนชื่อแสร์ เทียนจัน เป็นคนใจบุญ เป็นทายกวัดเก็บและจ่ายเงินให้เจ้าอาวาส และกรรมการผู้ช่วย ปู่ไปติดคุกพร้อมน้องแท้ ๆ คือสางฉาว ที่ชัยนาท ฉาว แหกคุกมาได้ บิดาเคยไปทำงานที่โรงเลื่อย สลกบาตร อ.ขาณุฯ จ.กำแพง ทำอยู่หลายปี ตอนปู่ติดคุก พ่ออยู่โรงสีเป็นลูกจ้างเขา นาทำไม่ได้ เอาข้าวมาเลี้ยงน้อง ๆ 8-9 คน แม่ด้วย (ย่าฉวน) ภายหลังปู่พ้นโทษ เลยไปทำงานที่โรงเลื่อย สลกบาตร (อดีต ส.ส.เสนาะ, ส.ส.เสนอ พึ่งเจียม เป็นเจ้าของปัจจุบันอยู่เกือบ 100 ปี) พ่อได้รูปหล่อ 1 จากหลวงพ่อ 1, อีกองค์เป็นรูปหลังสิงห์ 1, นอกนั้นเป็นพระเนื้อดิน, พิมพ์สรรค์ 60 องค์ได้ พ่อใช้รูปหล่อ 1 ไปอยู่กำแพงเพชร พ่อไม่เกเร ไม่เคยฆ่าใคร, แต่ชอบเล่นการพนันไพ่, ไฮโล, มีผู้หญิงมาชอบหลายคน (ถ้าแม่เผลอ) เงินเดือน มากกว่าเพื่อนร่วมงานทุกคน เป็นคนคุมเครื่องจักรเลื่อยไม้ เงินเดือน 1,200 บาท (หนึ่งพันสองร้อยบาท) เพื่อน ๆ 1,000 บาท 800 บาท เสมียน 600 บาท ลูกน้องของพ่อ 300 บาท (ลูกน้องมี 3 คน) นายรัก ชวนมาดูมวยที่นครสวรรค์ แทบทุกครั้ง คือบูชาใช้แล้วดี สิบปีต่อมา ผู้เขียนรับราชการจึงได้เงินเดือน 1,200 บาท รูปหล่อ 1, รูปหลังสิงห์ 1 คือพระรูปหล่อนี้ ถ้าทำกินก็รวยได้ พ่อลาออกมาจากโรงเลื่อย มีเงินซื้อนาอย่างดีพร้อมสวน ตก 100 ไร่ ผู้เขียนได้ตกทอดไว้ทั้ง 2 องค์และพระอื่น ๆ ตก 100 กว่าองค์ โอกาสหน้าจะเล่า รูปหล่อ 1 เรื่องของผู้เขียนและรูปหลังสิงห์ 1 พ่อของผู้เขียนนี้ได้ให้ไว้ พ่อเป็นคนชอบกล ผู้เขียนอยากเรียนหนังสือ ให้มาเรียน แต่เลี้ยงดูแบบโจร แบบนักเลง ให้พระเก่ามา 2 องค์ ให้ดาบปลายปืน ซามูไร, ให้ซามูไรญี่ปุ่น, ให้มีดโกนรุ่นเก่าหลวงพ่อลงไว้ ตอกโค๊ตไว้ ตัวตอกมีด, ให้พระหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง แต่สตางค์ให้น้อย ให้ไปหาเอาเอง พ่อตายอายุ 94 ปี, อาจารย์เม่า ญาติห่าง ๆ ตายอายุ 100 ปี, ปู่สัว น้องย่าตาย 100 ปี (ตายปีเดียวกับ อ.เม่า วัดจั่น) พ่อเป็นคนน่ากลัวสำหรับน้อง ที่รู้อะไรแปลก ไม่พูดคือพูดน้อย อาผู้ชายกลัวมาก คือ ดุ แต่ไม่พูด น้อง ๆ ถามว่า ไปทำอะไรใครเขา พ่อจะปากแข็ง เปล่าลูกเดียว มีน้องสาวเจ้าชู้ (ตามเหล่าพันธุ์) 2 คน คนแรก มีชู้ พ่อไม่เรียกมาพบ ให้ไปอยู่กับชู้ ที่อุบล ห้ามมาเผาพ่อ, เผาแม่, อีกคนเพิ่งมีสามี แต่ยังไม่ได้แต่ง เจอตำรวจ ตำรวจมาแต่งซ้ำซ้อน วันส่งตัว พ่อฟันด้วยมีดปาดตาล ฟันหน้า พ่อพูดว่าป้องกัน ไม่ให้ทีผัวคนที่ 3 ฟันหน้าต้องเย็บแผลยาว 1 นิ้วชี้ พ่อไม่เป็นมือปืน ไม่รับงาน แต่เป็นเทพสังหาร คือทำงานฟรี เพื่อผดุงความยุติธรรม ได้ถ่ายถอด ปณิธาน ให้กับกำนันใส (ญาติ) คนหัวเด่น พ่อไม่ให้เล่าเรื่องของท่าน เล่าให้ฟังแต่ลูกน้อง (เผลอ) ไอ้หโวง ลูกน้องคนข้างไร่ เล่าต่อให้ผู้เขียนฟัง เขาพูดว่า พ่อของอาจารย์เกเรน๊ะ แต่ อ.ไม่เห็นเกเร ผมจะตอบเขาว่า ผมเป็นคนดี ไม่เกเร (อายุตอนนั้น 40-50 ปี) ผมจะเกเรไปทำไม เหล้าไม่กิน, บุหรี่ไม่สูบ, ผู้หญิงไม่ชอบ, แต่จริง ๆ ตอนอายุ 30-40-50 เพื่อน ๆ ถามว่า ไอ้จิตต์มึงไม่กินเหล้า, ไม่สูบบุหรี่, ไม่ชอบผู้หญิง แล้วมึงชอบอะไร ผมตอบมันว่า ผมชอบโกหก เพื่อนมันจะพูดว่า มึงนี้ยังหนักกว่าเพื่อน ๆ ทุกคน (เหมาจ่าย ๆ ญาติคือ อา แล้วนะ บางคนสงสัยว่า ผมรู้ละเอียด เพราะเขาเป็นญาติสนิท)
3. จะค่อย ๆ เล่าแบบ บู้ล้างผลาญ ซึ่งสมควรเป็นพระที่ใช้ติดตัว และใช้เข้ารบในสงครามภาคใต้ เพราะมีทหารเข้ารบ สงครามเวียดนาม 2 คน, ลาว, เขาค้อ 2-3 คน รบในสงครามเวียดนามรุนแรง เหนียวแบบไก่ บู้ล้างผลาญ เหนียวแบบไก่ คือ ถลอก, ปอก, เปิก, เสื้อผ้าขาด, เป้ขาด, เลือดออกหู, หัวแตก, เพราะอาวุธที่คู่ต่อสู้ยิงมาทุกรูปแบบ สู้กันแบบล้างพลาญ เพื่อนตาย 10 กว่าคน (ร่วมรบอยู่ใกล้) พระและเครื่องรางที่ต้านอาวุธแบบนี้ได้ ผู้เขียนเคยได้ยิน ในหลวงพ่อ ในหลวงพ่อองค์อื่น แค่ 2 องค์ องค์แรกคือ หลวงพ่อโม อยู่วัดจันทาราม ห้วยกรด สรรคบุรี ชัยนาท, อีกองค์คือหลวงพ่อพันธ์ วัดบางสะพาน วังทอง พิษณุโลก (ร่วมเสกกริ่งวังจันทร์ พ.ศ. 15 108 องค์) แต่วัตถุมงคลของเขาที่ต้านอาวุธ แบบบู้ล้างผลาญ ท่านทำให้ทหารไปรบ เป็นมหาอุดท่านคิดค้นทำให้ทหาร เป็นไม้รวกยอดด้วนมหาอุด บรรจุตะกรุด ท่านทำน้อย ภายหลังทหารท่านนี้ ติดยศนายพัน สู้กับข้าศึกเกือบครึ่งร้อย ปืนทุกขนาด รูปหล่อหลวงพ่อพันธ์, รูปหล่อหลวงพ่อโม รุ่น 1 ก็สวยมากและเก่งมาก มหาอุดหลวงพ่อโมและรูปหล่อ 1 ก็เก่ง) เล่าไว้เดี่ยวจะว่า เรื่องของหลวงพ่อเป็นเรื่องเล่าเกินจริง แต่มีเพียง 2 คนที่โดนหนัก ๆ ในสงครามเวียดนาม เอาเรื่องเบา ๆ ก่อน
3.1 นายเสนอ แสงบัวเผื่อน คนสามเอก สมัยรุ่งเรือง เคยมีรูปหล่อ 1 ใช้ เขาใช้คู่กับมีดหมอเสาร์ 5 เคยเป็นศิษย์เด็กวัดของหลวงพ่อ เคยบวช, เคยเป็นหมอพ่น, หมอเป่า แต่ปลายชีวิต เศรษฐกิจไม่ดี เกเรเลยโดนลอบยิงหลายครั้ง ยิงไม่ออกเลย มีดหมอเสาร์ 5 (เก่ง, สวย, แพง) ภายหลังนำมาจำหน่ายที่ตลาดท่าช้าง ต้องกลับไปบวชจึงรอด โดนยิงที่สามเอก เคยพาผู้เขียนไปเช่าเหรียญหนุมาน พ.ศ. 21 เจ้าของโดนยิงไม่ออก 4 นัด พอไปเจอเป็นเหรียญสึก เขาเอา (คิด) แพง แพงเกินจริง 3 เท่า เลยไม่ได้เอาไว้ สามเอก อยู่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เป็นถิ่นนักเลง สมัยก่อน ถ้าเป็นกลางคืน ใครขี่มอเตอร์ไซค์ไป ขาไปขี่ไป ขากลับเดินกลับ มืด ๆ ด้วย นายเสนอคนนี้ เคยมีแหวน 1 อัลปาก้า ใช้อยู่ เหยียบตะขาบตัวโต แต่กัดเขาไม่เข้า เขาเรียกคนที่ร้านค้าที่ดูทีวีอยู่ ให้มาดู ตะขาบกัดไม่เข้า ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น (มี 2 คน ใช้แหวน 1 ที่ตะขาบกัดไม่เข้า) อีกคนอยู่สามเอก เช่นกัน
3.2 นายเต๋า ชื่อเล่นชื่อจริงไม่รู้ บ้านอยู่ท่าทอง หมู่บ้านโรงเรียนวัดท่าทอง ที่ผู้เขียนเคยเป็นครูสอนอยู่ 20 ปี (ไม่รู้สอนอยู่ได้ยังไง 20 ปี ที่เดียว) อยู่กับ อ.ผ่อง อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ได้ครอบครูหมอดูตำราของหลวงพ่อไว้ แต่ไม่ได้ดูให้ใคร ครูแรงมากถ้าดูผิด ดูว่าตายถึงตาย นายเต๋าเคยไปขุดพลอย, เพชร, ที่ จ.จันทบุรี เพชร, พลอย นั้นถ้าขุดได้ ต้องขายที่บริเวณบ่อพลอย ถ้าไม่อย่างนั้น อาจเป็นไข้โป้งได้ แต่ถ้านำมาขายที่ตลาดพลอยในตลาด จะได้ราคาดี นายเต๋า ได้พลอยเม็ดโต ได้คิดว่า จะมาขายที่ตลาดจันทบุรีได้เก็บเสื้อผ้า หนีมาจากบ่อพลอย จะมาขายที่ตลาด แต่ได้ยินข่าวว่า ใครไม่ขายที่บ่อพลอย อาจโดนยิงตาย เขามีรูปหล่อ 1 คล้องคออยู่ เคยโดนยิงมา 2-3 ครั้งไม่ออก เลยคิดว่าเราก็ศิษย์มีครู วันนี้ขอทางกำบังได้ขึ้นรถ 2 แถว ใส่เสื้อผ้าเก่า ใส่หมวกปิดหน้า ถือถุงผ้าเก่า ๆ ใส่แว่นตา ภาวนาคาถารูปหล่อ 1 (ตอนท้ายจะจดให้) พอขึ้นรถมาไม่นาน มือปืนก็ขึ้นมาจริง เขาเอามือจับปืนไว้ที่เอว ดูสำรวจทุกคน แต่จำนายเต๋าไม่ได้ ไม่สงสัยเลย นายเต๋า พอถึงตลาดพลอยก็แอบรีบขาย ได้ราคาดีและรีบนั่งรถมา 2-3 ต่อ เพื่อไม่ให้มือปืนสงสัย ยังเจอมือปืนตามมาอีกครั้ง แต่จำเขาไม่ได้ นายเชน เทียนจัน ก็เคยมาทำพลอยโดนยิงไม่ออก นายกุน ศรีแก้ว ก็เคยไปขุดพลอย เป็นเพื่อนเขยของบิดา หลวงพ่อห้ามไม่ให้ไป แต่ถ้าจะไป หลวงพ่อส่งพระพิมพ์สรรค์ยืน ส่งมากลางบ้าน เมล์อากาศ (ไม่ใช้บริการไปรษณีย์) ตอนโดนฆ่าหมกในหลุมพลอย ไม่ได้คล้องพระ (นับถือไม่จริง) นางขาว ศรีแก้ว (พี่แม่) ได้ไปกราบหลวงพ่อ เอารูปไปให้ดู ท่านบอกมันตายแล้ว อยู่ในหลุมลึก ตามหาก็ไม่เจอ หลุมมีมาก นายแสวง จรูญมีทรัพย์ บ้านอยู่ห่างกัน 40 เมตรได้ เรียนรุ่นเดียวกันเป็นลูกผสมจีนนอก ไปพร้อมกันก็โดนทุบตาย หาศพไม่เจอ แต่ญาติไปเก็บข้าวของ แต่พระไม่คล้องเฉย ๆ อย่างนี้เรียกว่าสมควรตาย นายเต๋านี้ใช้รูปหล่อ 1 อยู่ ญาติพี่น้อง, ลูก 3-4 คน ไปทำนา ปกตินายเต๋าต้องไปด้วย แต่วันนั้นหลวงพ่อมาเข้าฝันว่าไม่ให้ไป ญาติไป มีคนหนึ่งเล่นมือถือ แต่อยู่ใต้ต้นไม้ โดนฟ้าผ่าตาย 4 ศพเลย แสดงว่า รูปหล่อ 1 นี้แคล้วคลาดเก่ง
3.3 สมัยบวช ผู้เขียนมีเพื่อนอยู่ 1 คน เขาดีใจที่มาเป็นเพื่อนกับผู้เขียน เด็กชายอายุ 20 ปี แทบไม่รู้เรื่องอะไร เพื่อนชื่อเร่งคุณ, นายฮะ (ผู้ใหญ่ฮะ) ลูกหมอแหยม, ไอ้ป่องและอีก 2-3 องค์ อายุ 20 ปี คิดดูความหลัง เด็กสมัยนั้น แทบไม่รู้เรื่องอะไร (19 ปี โรงเรียนมัธยมด่าน เชิญให้ไปสอนลูกศิษย์หลายคนก็อายุ 19 ผู้เขียนเรียนจบวิทยาลัยแค่อายุ 19) กลับไปบวชให้พ่อแม่ บวชเสร็จไปอยู่กับหลวงพ่อ แล้วสอบบรรจุครูที่สุพรรณ ไอ้เร่งคุณ อยากเป็นมวย ผู้เขียนก็สอนให้ขณะเป็นพระ (พระวัดด่านก็ซ้อมมวย เวลากลางคืน ชัยยันต์ สิงห์พนม) ไอ้ผู้ใหญ่ (ฮะ) จะมาขอลองของ ผมไม่เอาด้วย ผมน้ำหนัก 51 ไอ้ฮะ 65 กิโล ภายหลังพระชุดนี้ เอาปืนมาเล่นในวัด, เล่นไพ่, ไฮโล, เจ้าอาวาสจับได้ จับสึก 5-6 องค์ ยกเว้นไอ้ฮะทุกคนที่โดนจับสึก (ให้สึก) ไม่อาจมีชีวิตปกติได้ ล้มเหลวในชีวิต ยูเอสเอวินิจฉัยว่า เด็กนักเรียนถ้าสอบตก ป. 1 ก็มีสิทธิ์ล้มเหลวในชีวิต เร่งคุณอายุ 20 ขณะบวช ต้องไปคัดเลือกทหาร สุขภาพดีหน่อย (สุขภาพจิต) ภายหลังสมัครไปรบลาว มาหาผู้เขียน ผู้เขียนให้หลังรูปกระดูกผีไป ไปรบ เอาพระมาลองกัน พระในคอเป็นร้อยองค์ ยิงออกหมด ยกเว้นหลังรูปเนื้อกระดูกผี พอกลับมาผลัด 2 เขามาหาผู้เขียน ผู้เขียนกลัวมันตาย เลยให้เอารูปหล่อ 1 ไปติดตัวผลคือ โดนข้าศึกยิง ไม่ออก, ไม่ถูก, ไม่โดน, หลายครั้ง สมัยนั้นรูปหล่อ 1 องค์ละประมาณ 350 บาท (เงินเดือนผู้เขียน 1,200 บาท พ.ศ. 2517) แต่ในลาว เขาให้ราคานายทหารพานเร่งคุณ 3,500 บาท แต่เขาไม่กล้าขาย เพราะผู้เขียนให้ยืม พ่อนายเร่งคุณ ชื่อแก้ว บ้านอยู่แหลมข่อย เคยได้กรุพระ (คนมีวิชาทำบรรจุไว้, มีหูยาน, ท่ากระดาน, พระร่วง, พระบูชานาคปรก 7 นิ้ว พระสังฆทานยุครัตนะ ผู้เขียนพอรู้ไปขอเขามาหมดเลย (ของเหลือจากคนอื่น ละโมบและนิสัยแย่) พระนาคปรกมีเทวดารักษามาเข้าฝันได้ ผมไม่กล้าขอเขา (แหลมข่อย อยู่ไม่ไกลจากบ้านผู้เขียนห่างกัน 3 กิโลเมตร) พ่อไอ้เร่งคุณ เคยเป็นทหาร (พลทหาร) สมัยไทยกับเขมร แย่งเขาพระวิหารกัน อดีต พณฯท่านเสนีย์ ปราโมทย์ เคยเป็นทนายความ นายแก้วไปคุ้มกันเขาพระวิหาร เพื่อน ๆ ได้แอบขุดเจดีย์ซุ้มประสาท ที่เขาพระวิหารได้พระมา หลายองค์เป็นร้อย ๆ องค์ แต่พระใหญ่มาก โตขนาดฝ่ามือ ลงรักปิดทอง เป็นพระพิมพ์ซุ้มประสาท นายแก้วเช่ามา 20 บาท ผมไม่คิดขอแบ่ง เพราะพระโตมาก พิมพ์ซุ้มประสาทที่ย่อม (เล็ก) ภายหลังเรียกว่าโดนสมอ มีอิทธิพล พบในเจดีย์ขอม ภาคกลางพบถึงสิงห์บุรี, ชัยนาท (วัดหลวงพ่อเฒ่า วัดคังคาว) บันทึกไว้เฉย ๆ เร่งคุณเคยไปเป็นทหาร รับจ้างรบ, พลทหาร ภายหลังเลยเป็นฮิตแมน (มือปืน) คิดถึงเขา เคยไปหาซื้อหัวหมู, เหล้าขาวไปฝาก ส่วนเร่งคุณก็มาหารูปหล่อ 1 ใช้ ขณะเป็นมือปืน ภายหลังแพง ได้ออกไป เขาใช้รุ่นย้อนยุคที่ผู้เขียนสร้างบรรจุเกศา (เรื่องเกศา และฟัน ถ้ามีเวลาจะเขียนสกุ๊ฟพิเศษให้อีก 1 ครั้ง ว่า เขาเก่งตัวจริง หลวงพ่อรู้เลยบรรจุไว้ในเครื่องรางแทบทุกแบบ)
3.4 อีกคนชื่อจิต นามสกุล น่าจะภูผา หรือ อิ่มมณี เป็นคนทางหนองสุ่ม วัดหลวงพ่อจวน อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ไปรับจ้างรบที่ลาว ชื่อเต็มคงชื่อ สมจิตร์ หลวงพ่อให้รูปหล่อ 1 ไป และผ้ายันต์แดง สงครามลาว พ.ศ. 15 (ผ้ายันต์แดง นี้เล่ากันว่า อ.ทรง อดีตเจ้าอาวาสวัดแหลมคาง ออกแบบให้รูปกันภัย แปดทิศก็ด้วย) หลวงพ่อเสกดีมากทั้ง 2 แบบ กระดาษยันต์กันภัยนี้ วัดไฟไหม้ (วัดใหม่เจริญธรรม) นำมาติดบูชาที่หอสวดมนต์ ซึ่งติดกับกุฏิพระเกือบ 10 หลัง วันหนึ่งไฟไหม้ กุฏิพระเกือบทั้งหมด แต่ไม่ไหม้หอสวดมนต์ที่มีรูปบูชากันภัย 8 ทิศ ซึ่งกุฏิและหอสวดมนต์อยู่ติดกัน ไฟดับเฉย ๆ อยู่ต่อมาผู้คนเลยเรียกว่าวัดไฟไหม้ นายจิตไปรบลาว มีการปะทะกันรุนแรงมาก เพื่อนตายต่อหน้า 10 กว่าคน (ตายทั้งหมด ที่อื่นไม่รู้) นายจิตด้วยมนต์ในผ้ายันต์และรูปหล่อทำให้มีฤทธิ์โดดข้ามลวดหนามสูงท่วมหัว ก็สามารถโดดข้ามได้ เพื่อนโดดข้ามไม่ได้ ติดลวดหนามข้าศึกยิงตายคาลวดหนามเลย นายจิตนี้โดนยิงด้วยปืนสั้น, ปืนยาว ธรรมดาจะยิงไม่ออก (น่าจะอานุภาพของรูปหล่อ 1) ตอนคับขันโดนข้าศึกยิงด้วยปืนหลายขนาด ยิงมาเป็นร้อย ๆ นัด สติแตก ออกแต่ไม่ถูก เขาได้เอาผ้ายันต์แดง ผูกกับปืนเอ็ม 16 บริเวณกระบอกปืน ลูกปืนข้าศึก ยิงมาเป็นห่าฝน แต่ไม่ถูกตัว นายจิตสติแตก ร้องให้หลวงพ่อช่วย อัศจรรย์หลวงพ่อไปปรากฏกาย เดินนำหน้านายจิตฝ่าวงล้อม กำบังข้าศึก คือ ข้าศึกหยุดยิงเฉย ๆ เรื่องหลวงพ่อถอดจิตไปช่วยศิษย์เกิดขึ้น 2-3 ครั้ง คนชื่อจิต นี้มี 2 คน ที่เกี่ยวพันกับหลวงพ่อ อีกคนเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดหัวเด่น หลวงพ่อเคยให้พระจิต ไปรื้อผักวัชพืชออกจากสระ พระจิต เดินนำหน้าหลวงพ่อเดินตาม อยู่บนโบสถ์น้ำ อยู่ ๆ ท่านก็ผลัก พระจิตลงสระ กลายเป็นจระเข้แปรง ดำผุดดำว่าย สักพักท่านก็ให้ อ.สมาน, ลุงทอด, หมอเฉลียว งมไปจับขึ้นมา (ยังไม่เป็นจระเข้ มีอาการ คล้ายจระเข้) หลวงพ่อพูดว่า เอาท่านจิตขึ้นมา ทำผักว่านของกูเละหมดแล้ว พระจิตเคยเป็นเจ้าอาวาส วัดหัวเด่นหลวงพ่อส่งไปอยู่ ภายหลังสีกาสึกเอาไปทำผัว บ้านอยู่ติดวัดหัวเด่น

