หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม (บ้านแค) จังหวัดชัยนาท

Luang Por Guay 010

หนุมานพญาพระกาฬ ตอนที่ 4

หลวงพ่อจึงจารยันต์หนุมานอบพลับพลาไว้ใต้ฐาน มีกริ่งไว้เขย่าบอกเล่าหลวงพ่อเวลามีภัย มีคนหลายคนได้ถามว่า เรื่องที่ผู้เขียน เขียนเล่าถ่ายทอด แบ่งปันเรื่องราวของหลวงพ่อนี้ เชื่อได้กี่เปอร์เซ็นต์ ผู้เขียนขอตอบว่าเชื่อได้แค่ 50% คือครึ่งเดียว คือจริง ๆ แล้วเรื่องอภินิหารย์ของหลวงพ่อนี้ ดุ เด็ดขาดกว่านั้น เช่น ผู้เขียนพูดว่า หลวงพ่อสักให้ศิษย์สัก และได้จดไว้จำนวนเท่าไร ผู้เขียนเกรงว่า คนจะไม่เชื่อผู้เขียนได้เขียนไว้ว่า 44,000 คน (สี่หมื่นสี่พัน) จริง ๆ แล้ว หลวงพ่อสักให้ศิษย์ถึง 84,000 คน (แปดหมื่นสี่พัน) เรื่องอภินิหารย์ที่ยิงไม่ออก ผู้เขียนก็เขียนหลายเรื่อง เอาเป็นยิงออกแต่ไม่ถูก เพิ่งจะเล่าเรื่องราวได้ใกล้เคียงอยู่ 2-3 เรื่อง คือ จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวก่อนตาย เรื่องที่ลงก่อนหน้านี้ เช่น เรื่องตะกรุด, มีดหมอ, แหวน, ปลัด, รูป และเรื่องนี้ เรื่องต่อไปนี้ จะเล่ากันแบบจริง ๆ เพราะผู้เขียนเป็นหนี้บุญคุณท่านมากมาย ผู้เขียนเป็นหนี้ท่านเรื่องจะสร้างโบสถ์และรูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงพ่อและวิหารที่วัดหนองเฒ่า จังหวัดสุโขทัย แต่ก็จะเล่า เรื่องอื่นให้ละเอียดแบบเรื่องนี้คงไม่ได้ สมัยเด็กรุ่นและวัยรุ่นผู้เขียนมีนิสัยซุกซน เกเร ดื้อ เรื่องของชาวบ้าน ใครจะฆ่าใคร ใครปล้นจี้ใคร ผู้เขียนจะพยายามสอดรู้สอดเห็น ไปแอบฟัง บิดาของผู้เขียนไม่เคยคิดเลยว่า ผู้เขียนจะมีอายุยืน นาไร่เป็น 100 ไร่ ไม่เคยคิดจะให้ผู้เขียนเลย คิดว่าผู้เขียนต้องตาย ก่อนวัยอันควร ตลอดเวลา มรดกที่ได้ คือ ดาบปลายปืนซามูไร สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พอโตก็ให้ปืน 1 กระบอก คาถา 1 บท หลวงพ่อกวยเป็นห่วง สมัยรุ่นหลวงพ่อสักกระหม่อม ยันต์หนุมานอมพลับพลาและอื่น ๆ คือสักธนูมือ, ฝ่ามือสักจักรพระนารายณ์, ศอกสักจักรพระนารายณ์, เข่าสักจักพระนารายณ์, หลังเท้าสักธนูมือ, ฝ่าเท้าสักยันต์ ลงเป็นยันต์ตัวเลขเข้าใจว่ายันต์พระแม่ธรณีฯ แสดงว่าหลวงพ่อเป็นห่วงมาก ได้ถามศิษย์คนอื่น ๆ ไม่มีใครได้สักแบบผู้เขียนเลย เพียงแต่ไม่บอกคาถา เรื่องนี้ผู้เขียนเพิ่งเล่า ขอดูยันต์หนุมานสะกดทัพ (อมพลับพลา) ได้ คือ ความซนและดื้อนี้ ผู้เขียนขอบันทึก เรื่องราวเกี่ยวกับผู้ยิง และผู้ถูกยิง ทั้ง 2 ฝ่ายเอาไว้ เพื่อเจอเขาที่ไหน จะได้ถามดู ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ค่อย ๆ เจรจากันนะ

เรื่องมันก็นานมาแล้ว จะขอเล่าบันทึกเอาไว้ดังนี้

เรื่องที่ 4
นายกลิ่น ชุมพลพันธ์ บ้านเดิมอยู่บ้านปากน้ำ บ้านอยู่ติดกันกับบ้านของผู้เขียน บ้านเดิมจริง ๆ อยู่สามเอก ชุมเสือฝ้าย พ่อเขาเป็นลูกน้องเสือฝ้าย นายกลิ่นมีนิสัยทางนักเลง ชอบปล้นจี้ ฆ่าคน เป็นมือปืนรับจ้าง นิสัยติดทางพ่อ แต่เขาก็ดีกับผู้เขียน สมัยไปรบลาว เขาก็ไป ได้ไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อได้มอบหนุมานลอยองค์ให้เขาไป เคยลาดตระเวร โดนยิงติด ๆ ไม่ออก ที่ออกก็ไม่ถูก เกือบ 10 ครั้ง เลิกจากรบ ก็เป็นมือปืนรับจ้าง เคยฆ่าคนมามาก แม้แต่ผู้จ้างวานก็หักหลัง จ้างมือปืนมาฆ่าเขา แต่ก็ฆ่าไม่ได้ กลางคืนดึกสงัด มีมือปืนมาเพื่อจะฆ่าเขา มาหลายครั้ง นายกลิ่นจะตื่นก่อนเสมอ เขาจะคล้องรูปหล่อหนุมานติดตัวเสมอ ภายหลังมีบัญชีดำ จับตาย หน่วยเหนือได้มีคำสั่งให้จ่าสนิท พวงมาลี สน.เดิมบางนางบวช เป็นคนจับตาย จ่าสนิท บ้านเดิมเขาก็อยู่สามเอก จ่าสนิทได้มาแอบยิงนายกลิ่น หลายสิบครั้ง ยิงไม่ได้ตื่นก่อนรู้ตัวก่อนทุกครั้ง จนทาง สน.เดิมบางนางบวช คอยนายกลิ่นไม่ไหวเลยจับตัวไป ตรวจเจอเขม่าปืน นายกลิ่นติดคุกอยู่ อยู่คุกสุพรรณบุรี หลายปี รูปหล่อก็โดนผู้คุมยึดเอาไป เขม่าปืนก็ตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่รู้ ไม่มีทนายความ ตัดสินกับเงียบ ๆ ติดคุกอยู่สุพรรณ ออกมาเลยหนีไปอยู่สกลนคร

เรื่องที่ 5 นายแทนสุขสวัสดิ์ ได้รูปหล่อหนุมานจากอาจารย์เหวียน มณีนัย คนท่าทอง นายแทน บ้านอยู่ปากทางเข้าวัดปากน้ำ บ้านผู้เขียน คืออาจารย์เหวียน เป็นคนนำรูปหล่อลอยองค์หนุมาน มาจำหน่ายให้หลวงพ่อ สมัยนั้นองค์ละ 50 บาท นายแทนเป็นลูกศิษย์ได้บูชาไว้ นายแทนมีนิสัยเกเรพอสมควร ชอบเข้าบ้านคนยามวิกาล แต่ก็ไม่มีหลักฐาน เพราะจับไม่ได้ นายแทน จะคล้องรูปหล่อหนุมานเป็นประจำ เรื่องความเกเรของเขา ดังไปถึง สน.เดิมบางนางบวช ทาง สน. ได้สั่งให้จ่าพัว เป็นหัวหน้า และจ่าเจียม เป็นลูกน้อง มาจับตายนายแทนเสียที จ่า 2 คนนี้ แย่งกันทำความดีความชอบ ได้ผลัดกันมาฆ่านายแทน ตอนนั้นบ้านเดิมของนายแทนอยู่ในสวน สวนอยู่ติด ๆ กับสวนของบิดาของผู้เขียน ต้องเดินเข้าไป มีทางเล็ก ๆ นายแทนจะรู้ตัวเสมอ ไม่ว่าจะมาตอนดึกหรือค่อนสว่าง คือ ค่อนสว่างเคยโดนยิง หลายสิบครั้ง เขาขุดบ่อล่อปลา ต้องตื่นไปกู้เอาปลา ตอนตี 4-5 ประจำ โดนยิงติด ๆ เขม่าติดหน้าเลยไม่ถูกไม่ออก ภายหลังทำรูปหล่อหนุมานหายไป (เอาไปหาปลา) เขาเลยไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อขอสัจจะ ดาบตำรวจ 2 คน ก็เลิกมากวนนายแทนเฉย ๆ อาจเปลี่ยนนายใหม่ รูปหล่อหนุมานนี้ ถ้าทำไม่ดี เขาจะหนีไป กลับไปวัด เวลากลับมักกลับตอนกลางคืน คือหนีกลับไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อสามารถรู้ได้ เคยหยิบรูปหล่อหนุมานออกมาดูจากโต๊ะหมู่ ท่านสามารถบอกได้ว่าเป็นของใคร เคยหยิบให้หมอเฉลียว เดชมาและอาจารย์สมาน ดูประจำ

เรื่องที่ 6 อาจารย์เหวียน มณีนัย บ้านเดิมอยู่ท่าทอง ตำบลปากน้ำ ที่ท่าทองนี้ ผู้เขียนเคยทำงานอยู่ 20 ปีเศษ ไม่รู้ว่าอยู่ได้อย่างไร อาจารย์เหวียนนี้ มีวัตถุมงคลคือ มีดหมอ, ปลัด, ตะกรุด, และรูปหล่อลอยองค์หนุมาน แต่ของอย่างอื่นเอาติดตัวเฉพาะตอนเดินทาง วันหนึ่งเพี้ยนขึ้นมา ได้ไปทุบรถนายอิม คนตลาดปากน้ำ นายอิมนี้เป็นคนจีน ใจถึง มีรถ 10 ล้อ ได้ขับยิงอาจารย์เหวียน 5-6 นัด ยิงไม่ออกเลย อาจารย์เหวียนได้วิ่งหนี นายอิม มาไกลมากเหนื่อย เลยชักมีดหมอกะจะฆ่านายอิม พอชักมีดหมอออกจากฝัก ปืนยิงออกเลยดังปั้ง โดนตรงกราม แต่ไม่เข้า (ภายหลังกรามเบี้ยวเลย) เรื่องเลยยุติต่อกัน แต่จริง ๆ ยังไม่ยุติ นายอิมยิงอาจารย์เหวียนไม่ตาย เท่ากับตีงูให้หลังหัก เขาเลยตามมาฆ่าอาจารย์เหวียน เขาได้พยายามมาฆ่าคือจะยิงอาจารย์เหวียนอีกตก 10 กว่าครั้ง อาจารย์เหวียนคล้องรูปหล่อหนุมานองค์เดียว นายอิมยิงอาจารย์เหวียนไม่ได้เลย ตื่นตลอด กลางวันก็ยิงไม่ได้ อาจารย์เหวียนเผลอจำหน่ายรูปหล่อหนุมาน จำหน่ายเผลอไป ภายหลังที่ตัวเองก็หมด ที่หลวงพ่อก็หมด สร้างประมาณ พ.ศ. 12-15 ในปี 2517 ผู้เขียนรับราชการแล้ว ไปเรียนวิชากับหลวงพ่อ ไปกับอาจารย์เหวียน, อาจารย์ตี๋ เขาเขียว โดยไปรถมอเตอร์ไซค์ ปี 2517-2518 รูปหล่อหนุมานลอยองค์ ยังมีอยู่ แสดงว่าหลวงพ่อเสกนานมาก

เรื่องที่ 7 อาจารย์ผ่อง อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ท่านอาจารย์ผ่องเป็นศิษย์ของหลวงพ่อองค์หนึ่งสมัยนั้นก็โด่งดังพอสมควร มีอาจารย์ตี๋ เขาเขียว ออกเครื่องราง,อาจารย์เตี้ย (พระครูปลัดฝุ่น) วัดสามเอก เก่งทางให้หวย, อาจารย์ถนอม วัดเดิมบาง สร้างเหรียญหลวงพ่อออกวัดเดิมบาง ใจถึงหนังเหนียว , ส่วนอาจารย์ผ่อง เก่งทางดูดวงชะตา(หมอดู) (3-4 องค์นี้เป็นศิษย์ชั้นนอก ศิษย์ชั้นเก่งขึ้นมาหน่อยก็มีหลวงพ่อแป๋ว วัดดาวเรือง บางระจัน, อีกองค์ก็หลวงพ่อพร้า อยู่วัดโคกดอกไม้ ศิษย์ที่เป็นตัวจริงกว่านั้นก็คือ อาจารย์ถมยา วัดท่าแก้ว อ.หันคา กับพระครูพิมพ์ วัดสนามชัย สรรคบุรี มรณภาพแล้ว ทั้ง 2 องค์ อาจารย์ผ่องเรียนวิชาหมอดูจากหลวงพ่อตำราของหลวงพ่อ หลวงพ่อประสิทธิ์ให้แล้วท่านก็เลิกดูให้คนอื่น ท่านจะพูดว่า ให้มาดูกับอาจารย์ผ่อง (ท่านผ่อง) อาจารย์ผ่องจะดูของหาย , ดูคนร้าย, ดูลักษณะ สูง, ต่ำ, ดำ, ขาว อยู่ทิศไหนดูดวงชะตาโดยนับเลข อาจารย์ผ่องดูได้แม่นยำมาก เป็นที่เกรงกลัวของคนร้าย มีหลายครั้งคนร้ายโดนจับ โดนหมายปองชีวิต เขาโกรธท่านอาจารย์ผ่องมาก ได้มาแอบดักยิง ท่านอาจารย์ผ่องถึงกุฏิ แต่ยิงไม่ออก อาจารย์ผ่องเหน็บรูปหล่อหนุมาน ของหลวงพ่อเพียงองค์เดียว โดนยิงเป็น 10 ครั้งไม่ออกเลย ความโมโห คนร้ายได้ยิงกุฏิของท่านถึง 3 ครั้ง คราวนี้ออก อาจารย์ผ่องนี้ จะนับถือพระเพียง 2 องค์คือ หลวงพ่อกวย และหลวงพ่อโม วัดจันท์ทาราม ห้วยกรด สรรคบุรี เคยยิงตะกรุดหลวงพ่ออื่น ๆ แตกเสียหายมาก ที่ไม่ออกเป็นตะกรุดหลวงพ่อโมกับตะกรุดหลวงพ่อกวย ท่านรวบรวมคาถาของ 2 หลวงพ่อองค์นี้ไว้ หลังจากท่านมรณภาพ เจ้าอาวาสองค์ต่อมาพยายามจะล้มร้างอำนาจเก่า ได้เอาตำราคาถาของหลวงพ่อโมและหลวงพ่อกวยไปโยนทิ้งน้ำ ตกดึก ชักดิ้นชักงอตาย หมอลงความเห็นว่าน้ำท่วมปอดตาย พระองค์นี้ชื่ออาจารย์หวาน (ชื่อจริง) ส่วนผู้เขียนได้ค้นพบพระเครื่องและอภินิหารย์ของพระได้อีกองค์หนึ่ง ถ้าบูชาอยู่จะไม่มีเรื่องปืนดังเปรี้ยงปร้างเลย คือไม่ผ่าทางตัน ไม่ขวางทางปืน ไม่ขัดคอคน ไม่สนจมูกม้าฯ รูปหล่อลอยองค์นี้ อาจารย์ผ่องก็บูชาอยู่ได้ไม่นาน หลังจากเอาไปลองยิงไม่ออก ไม่กี่วันต่อมาก็หายไปเฉย ๆ

เรื่องที่ 8 นายแหยม เป็นคนบ้านปากน้ำ แต่อยู่คนละฝั่งกับผู้เขียน มีลูกชายเป็นผู้ใหญ่บ้านชื่อผู้ใหญ่ฮะ ต.ปากน้ำ นายแหยม เป็นหมอผี นับถือหลวงพ่อมาก ได้คาถาปราบผีจากหลวงพ่อ มีมีดหมอกี่เล่มพอไปขับผี เจ้าของบ้านเขาขอบูชาต่อก็ให้เขาไป สุดท้ายไม่มีมีดหมอต้องเอามีดโต้มาจารอักขระขอมแล้วเสกด้วยคาถาอาวุธ 5 จึงใช้ได้หรือเสกต้นข่าตีผีก็พอได้ นายแหยมนับถือหลวงพ่อมาก แต่เป็นคนขี้เกรงใจ ไปกราบหลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่อปิดประตูกุฏิ ก็ไม่กล้าเรียก กลัวหมากัดด้วย เคยมาหาหลวงพ่อ แต่ไม่ได้พบ ขากลับซื้อกระเทียมหาบกลับมา เจอคนผ่านทาง บ้านทุ่งกระถิน เขาได้ถามตั้งแต่ตอนไปว่าจะไปไหน แดดก็ร้อน ก็บอกเขาว่า ไปหาหลวงพ่อกวย ครั้นจะบอกว่าไม่เจอก็อาย เขาเคี้ยวหมากด้วย นายเหว่าคนทุ่งกระถินได้ถามว่า ไปหาหลวงพ่อกวยมาได้อะไรมาบ้างแกก็อาย เลยบอกว่าหลวงพ่อกวยให้ชานหมากมา พร้อมกับภาวนาคาถาส่งเดชไป คือนายเหว่าเขาขอลองยิงด้วยปืนลูกซองสั้น นายแหยมกลัวเสียชื่อได้ร้องบอกหลวงพ่อกวยให้ช่วยทีในวันนั้น มีคนอยู่หลายคน ได้ทดลองยิงชานหมากของหลวงพ่อ (ชานหมากหมอแหยม) ปรากฏว่ายิงไม่ออกได้ยิง 2 นัดกลัวปืนแตก เลยหยุดยิงผลคือชานหมากได้หายไป ไม่ได้หายแบบอัศจรรย์ แต่คนหยิบวิ่งหนีไป

อีกครั้งหนึ่ง นายแหยมมาหาหลวงพ่อได้บูชาหนุมานลอยองค์มา 1 องค์ พอเดินผ่านบ้านนายเหว่า ก็หยุดพักเพราะอากาศร้อนเดือนเมษา คุยไปคุยมาเอาหนุมานลอยองค์มาอวดนายเหว่า ผลคือมีการทดลองยิงหนุมานลอยองค์ปรากฏว่ายิงไม่ออก 3 นัด พอยิงไม่ออกนายเหว่าขอเช่าต่อเลย 100 บาท แต่นายแหยมไม่อยากให้ เพราะขอบูชาจากหลวงพ่อนั้นยากมาก สรุปคือ มีการหักคอเช่า 2-3 เดือนต่อมา นายแหยมจะไปหาหลวงพ่ออีก เดินผ่านบ้านนายเหว่า นายเหว่าเล่าว่า เมื่อได้หนุมานมาแล้ว ก็ดีใจกะจะเอาไปขายสัก 1-2 หมื่น แบบลองยิงให้ดู ตกกลางคืนเอาไว้บนหิ้งพระ 2-3 วันต่อมาไปดู หนุมานหายไปแล้ว นายเหว่าเลยฝากเงินให้หมอแหยมเช่าบูชาให้สัก 20 องค์ นับแบงค์ร้อยให้มา 1,000 บาท (หนึ่งพัน) พอไปพบหลวงพ่อได้เล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อได้หยิบหนุมานมาให้ 2 องค์ องค์หนึ่งให้หมอแหยม หมอแหยมจำได้ว่าเป็นองค์ที่หลวงพ่อเอาสายสิญจน์ผูกคอให้ คือเป็นองค์เดิม หลวงพ่อพูดว่า เขากลับวัดตอนกลางคืน กูก็คอยมึงอยู่ว่า เมื่อไรจะมาเอา เมื่อนายแหยมกลับบ้าน ถึงบ้านนายเหว่า นายเหว่าได้มาเพียงตัวเดียว รู้สึกเสียใจแต่อยากจะรู้ว่าหนุมานที่ได้มาใหม่นี้จะยิงไม่ออกจริงหรือไม่ ขอลองดูอีกสักครั้ง อย่างไรจะได้นำไปขาย วันนั้นได้มีการทดลองยิง มีคนอยู่เกือบ 10 คน ผลคือ ยิงไม่ออก 6 นัด นัดที่ 6 ปืนมีอาการค้าง ออกดังปุด ลูกปืนคาลำกล้องออกไม่หมด คนแห่ไปดูที่รูปหล่อหนุมาน มีมือดีหยิบเอาไปเฉย ๆ เลย คนก็จะขอเช่านายแหยม โดยให้ราคา 100-200 บาท นายแหยมรีบเดินหนีกลับบ้าน หนุมานตัวนี้ตกอยู่กับผู้ใหญ่ฮะ ผู้ใหญ่ฮะนี้เป็นเพื่อนของผู้เขียนบวชพร้อมกัน ใจถึง

ผู้เขียนก็เป็นคนโง่และเลว สมัยบูชาจากหลวงพ่อ 50 บาท ก็ไม่ชอบ ติว่าไม่สวย สมัยราคา 2-3-4-5 หมื่นก็ยังดูไม่สวย พอขึ้นหลักแสนถึงหามาใช้ ตัวของผู้ใหญ่ฮะนี้อยู่กับผู้เขียน ก็มีอภินิหารย์ดี เมียบ่นไม่เจ็บ เคยขอบารมี โดยบอกเล่ากับหนุมานและหลวงพ่อ ตกกลางคืนฝันไป เขามาทั้งกองทัพเลย เต็มห้องนอนเลย เห็นหนุมานด้วยขาวใหญ่ มีเสื้อผ้า นั่งอยู่ขอบหน้าต่าง ขนสีชมพู บางทีก็โดดมานั่งที่โต๊ะหมู่พระหลวงพ่อ กวนอยู่ ตั้งแต่เที่ยงคืน ตี 1 ตีสอง จึงไป คือ หลับ ๆ ตื่น ๆ บอกว่าพอแล้ว ๆ ก็ไม่หยุด ตื่นมา 3 ครั้ง ฝันต่อ ทุกครั้ง ตี 3 ถึงสว่างไม่หลับเลย รูปหล่อหนุมาน องค์ของผู้ใหญ่ฮะนี้ พอจำหน่ายให้ผู้เขียน 2-3 วัน เขาก็ตาย

หมายเหตุ หนุมานของหลวงพ่อนี้ หลวงพ่อหล่อจากระฆังแตก มีพระบวชสมัยเณรตั้ว ตีแตก หลวงพ่อหล่อจากอาวุธ คือพระขรรค์ น่าจะได้จากวัดชิโนรส, หอกฆ่าจระเข้, กริชหลวงพ่อได้มาสมัยไปเรียนวิชากับหลวงพ่อกล่อม วัดโพธาวาส สุราษฏร์ธานี และได้ตรีเพชร (สามง่าม) มา 3 อัน เนื้อทองเหลือง จากเจ๊กฉัน คนปากน้ำ 1 อัน เจ๊กซิ่น แซ่โอ นายซิ่น แซ่โอ จีนนอก มาจากเมืองซัวเถา เจ๊กฉันก็มาจากซัวเถา อีกอันได้จากเจ๊กเล็ก หรือเถ้าแก่เล็ก คนหัวเด่น บ้านแค แต่ก่อนมีโรงสี คนจีนแต่ก่อนใช้ 3 ง่ามเป็นอาวุธ ก็เอา 3 ง่ามนี้มาหล่อเป็นตรีเพชร นายซิ่น แซ่โอ บ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้เขียน เคยสอนวิชาฝ่ามืออรหันต์ให้ผู้เขียน ใช้ฟาดศัตรูทีเดียวชีพจรขาดสะบั้น ภายใน 3 ชั่วยาม ถ้าแก้ไม่ทันจะตายทันที (ฝ่ามือที่ใช้ฟาด คือ ไม้หน้า 3)

เจ๊กเล็ก หรือเถ้าแก่เล็ก เขานับถือหลวงพ่อ พอประมาณ คือ เขามาจากเมืองจีน พระจีนแทบทุกองค์มักจะเกเร ประวัติไม่ดีจึงมาบวช เจ๊กเล็กพูดว่า คนหัวเด่นบ้านแค ไม่มีใครรวยเท่าหลวงพ่อ ไม่มีใครเก่งเท่าหลวงพ่อ อีทำรูปควาย (ภาษาลาว) ขายก็มีคนแย่งกันซื้อ ลงอีขายรูปควายได้อะไร ๆ ก็ขายได้หมด (รูปควายภาษาลาว) คือปลัด

เรื่องที่ 9 คิดว่าเป็นเรื่องสุดท้ายก็แล้วกัน เรื่องเขาซ้ำ ๆ ซาก ๆ คือเรื่องปืน เรื่องรถล้ม รถคว่ำ นี้ผู้เขียนไม่ขอเล่า น่าเบื่อหน่าย ในสมัยที่หลวงพ่อออกวัตถุมงคล ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2512-2515 สรรคบุรีก็ยังมืดอยู่ดี เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ถนนเป็นลูกรังแดง ๆ ก่อน พ.ศ. 2510 คนใช้จักรยาน พ.ศ. 2510 มาแล้วเริ่มมีจักรยานยนต์หรือรถปิคอัพ, รถจี๊บ ปี 2517 ผู้เขียนรับราชการแล้ว ขี่รถผ่านวัดยังเป็นถนนลูกรังแดงอยู่ น้ำกินน้ำใช้ลำบากมาก ที่สถานีตำรวจก็มีตำรวจน้อย ถ้าคนไหนร้ายจริง ๆ ตำรวจมักจะจับตาย คือ ฆ่าซะ มีคนร้ายในสรรคบุรีมากมาย โดยเฉพาะห้วยกรด (ตำบล) นายเอ๊บ เป็นคนเกเร บ้านอยู่ทางแม่น้ำน้อยสรรคบุรี เคารพหลวงพ่อเป็นอาจารย์ ประมาณปี 2515 เขาบูชาหนุมานรูปหล่อติดคออยู่ วันหนึ่งไปลักควายเขา 3 คน เพื่อนเขย 1 คน น้องเมียอีก 1 คน บังเอิญเจ้าของพอรู้ตัวอยู่บ้าง คือระวังอยู่ แต่คืนนั้น โดนเปิดคอก 3 คนนี้จูงควายออกมาแล้ว เมื่อควายหายเจ้าของก็รีบตาม ได้ไปตามดาบชาติ สน.สรรคบุรีมาด้วย บังเอิญตามทัน นายเอ๊บเลยทิ้งควายหนีไปตามลำคลอง (ถนนริมคลอง) ดาบชาติตามมาทัน นายเอ๊บกับพวกเลยแอบที่ท่อน้ำคันคลอง ท่อขนาดคนมุดได้ ดาบชาติเป็นคนใจถึง คิดว่าคนร้ายต้องแอบอยู่ในท่อแน่นอน เขาเลยยิงเข้าไปในท่อ กะยิงคนร้ายให้ตาย ยิงไป 6 นัด ออกทั้งหมด ดาบชาติก็ไม่แน่ใจว่า คนร้ายจะแอบอยู่ในท่อหรือเปล่า เพราะมืด เลยกลับเพราะได้ควายครบแล้ว กะว่ารุ้งเช้าค่อยมาดูศพ พอดาบชาติกลับแล้ว นายเอ๊บพร้อมพวก ก็ออกมาจากท่อ เขาเล่าว่า ลูกปืน วิ่งเฉี่ยวใบหู เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา แต่ไม่โดนคนเลย นายเอ๊บคล้องรูปหล่อหนุมาน อีก 2 คน มีตะกรุด วิรุฬกำบัง ของหลวงพ่อกวยคนละดอก ถ้าวันนั้นถ้ามีการยิง ลูกปืนขัดลำกล้อง ดาบชาติต้องรู้ว่า คนร้ายมีของดีอาจสกัดอุดปากท่อ ทุกตายก็ได้ ดาบชาติคนนี้ผู้เขียนรู้จัก มีภรรยาชื่อลัดดา เป็นครูสอน โรงเรียนวัดพระแก้ว ดาบชาติเคยขอพระหลวงพ่อโตวัดวิหารทอง จากผู้เขียน ผู้เขียนก็ใจง่าย แกะให้ไปเฉย ๆ วันหนึ่งดาบชาติ เพี้ยนขึ้นมาได้เอาปืนยิงหัวตัวเอง ดีว่ายิงไม่ออก ไม่งั้นคงตายไปแล้ว ครั้งหนึ่งดาบชาติได้ยิงคนร้าย ขโมยไก่ชน เจ้าทรัพย์มาแจ้งของให้ไปช่วยดูหน่อย ตกกลางคืน มีคนร้ายมาจริง ๆ ดาบชาติยิงตายคาเล้าไก่เลย ใจถึงมากบ้าบิ่น แต่เกือบถูกออก นายไม่เล่นด้วย หมดนาที่แม่ยกให้ 20 กว่าไร่ สารวัตรใหญ่ขอปิดตาพิมพ์ใหญ่ (ชีโบ) 1 องค์ วัดท้ายย่าน สรรคบุรี

ดาบแพร เคยเป็นตำรวจอยู่ สน.สรรคบุรี ใจถึง มือถึง เคยยิงนายเถิม คนสรรคบุรี (บ้านใน) กะยิงให้ตาย เพราะนายเถิมมีชื่อในบัญชีดำ จ่อยิงที่หัว 6 นัด ปืนไม่ลั่นเลย นายเถิมโดนจับขณะลักควาย วิ่งหนีแต่หนีไม่พ้น ในคอคล้องหนุมานลอยองค์ เพียงองค์เดียว ตกลงไม่ฆ่า ได้แกะเอาหนุมานออก เอาไปให้นาย (สารวัตร) แต่ยังไม่ทันส่งตัวฟ้องศาลเลย หนุมานได้หายไปเฉย ๆ สารวัตรก็หลง ๆ ลืม ๆ ไม่รู้ว่าหายไปได้อย่างไร

ผู้กองเจิม แห่ง สน.สรรคบุรี เป็นมือปราบที่คนสรรคบุรี สมัยสรรคบุรียังมืด คนเกรงกลัวมาก เคยยิงนายแพร (เสือแพร) แห่งดงพญายาง สรรคบุรี ยิงไม่ออก ปืนขัดลำกล้องเฉย ๆ เป็นปืนแมกกาซีน ยิงอย่างไร ก็ยิงไม่ออก เสือแพรมาเล่าให้หลวงพ่อฟัง ผู้กองเจิมนี้ คนสรรคบุรี ยุคก่อนเกรงกลัวมาก

ในปี พ.ศ. 2515 อาจารย์ตี๋ เขาเขียว ก็สร้างหนุมานองค์โตแบน ๆ เป็นรูป 5 เหลี่ยมพระโต เนื้อดิน กับเนื้อเหล็กหล่อ รูปแบบเอามาจากหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ (หลวงพ่อมุ่ยสร้างหนุมาน กำลังสู้กับมัจฉานุ เนื้อดิน)

คาถาปลุกหนุมาน คือ ปลุกรูปหล่อ, เหรียญ, ลายสัก คาถามีหลายบท
บทแรก เสกฝุ่นเสกแป้งทาตัว ขึ้นต้นด้วย “โอมผงเผ่าเถ้าธุลี...”
บทที่สอง เสกเหล้าเสกน้ำตาลเมา ขึ้นต้นด้วย “โอมหนุมาน แสนค้อน ตีกู่บ่อมีหัก...”
บทที่สาม เสกน้ำอาบเวลาไปที่อโคจรมา หรือนอนกับภรรยา ต้องว่าคาถา ปลุกยันต์ใหม่ ขึ้นต้นด้วย “อิมะกะนะยะ...” เสกน้ำอาบหรือเสกน้ำล้างหน้า ขึ้นต้นด้วย “โอมหนุมานเธอให้กู แปลงขวนขวาน...”
บทที่สี่ คาถาปลุกตัวหนุมาน ขึ้นต้นด้วย “หะนุมานะ หุนะหะนุ กิริมิทิ...”
บทที่ห้า คาถาเสกข้าวเสกเหล้า เสกน้ำตาลเมา ขึ้นต้อนด้วย “โอม กึกกัก ตึกตัก...”
บทนี้คือวิชาหินเบา บทสั้น เสกข้าวกินทุกวัน จะอยู่คงต่ออาวุธทุกชนิด

คาถาที่กล่าวมานี้มีลายมือของหลวงพ่อเขียนให้ศิษย์ไว้ ในหนังสือตำราแก้วสารพัดนึก เล่ม 1 หน้า 39, 40, 41

ส่วนตำรายันต์นั้น เดิมเป็นของหมอเฉลียว เดชมา หลวงพ่อให้ขอยืมแล้วไม่คืน ต่อมาตำรายันต์, ตำราสักยันต์ ได้ตกอยู่กับแป๊ะปากช่อง ต่อมาตกอยู่กับอาจารย์หนูกันภัย (ยันต์ 5 แถว) แป๊ะและอาจารย์หนู ได้พิมพ์เป็นเล่ม จำหน่ายเล่มละ 1,000 บาท ปัจจุบันผู้เขียนได้ถ่ายซีร็อกซ์ แบ่งกันศึกษา ใครที่สนใจก็ติดต่อมาได้ขออนุญาต แป๊ะ ปากช่องแล้ว แต่ถ้าจะเอาต้นฉบับ ให้ติดต่อแป๊ะ ปากช่อง

ปี 2560-61 ผู้เขียนได้สร้างหนุมานลอยองค์ย้อนยุค ครั้งที่ 1 ได้ใช้ชนวนเทหล่อ ชนวนหนัก 29 กิโลกรัม ใส่แผ่นยันต์ มีดหมอ (ใบ), ฉมวกแทงปลา เนื้อทองเหลืองเป็นของวัดของหลวงพ่อ, แผ่นยันต์ ร.ต.ต.สุรเดช โข่สูงเนิน พัทลุง จารให้ หลายสิบแผ่น มียันต์หนุมานยกพล, ยันต์และรูปยันต์อาวุธ 5 อย่าง, ยันต์จักรพรรดิ์, ยันต์คู่ชีวิตฯ คุณวิชิตชาญ มหัทธนวุฒากร ลำพูน จารยันต์ชินบัญชร, มงกุฏพระเจ้า ยันต์และรูปยันต์ “อาวุธ 5 อย่างฯ ได้นำไปหลอม โดยใช้หนุมานของหลวงพ่อเป็นต้นแบบ เนื้อออกมาเป็นสำริด ถอดออกมาไม่สวยเหมือนของเก่า ผอม ๆ (สีผึ้งหุ่นหดตัว) ท่านอาจารย์ชุมพล ได้นำไปชุบด้วยว่านยาตามตำรา แล้วบรรจุด้วยของวิเศษ ว่านยา และผงสมเด็จโต, ผงหลวงพ่อกวย, ผงพรายกุมารหลวงปู่ทิมฯ แล้วจึงเสก ได้นำไปขอบารมีหลวงปู่, หลวงพ่อ หลายสิบองค์เสกให้ ได้เข้าพิธีเสกกริ่งชินบัญชร ที่วัดระหารไร่ด้วย การสร้าง สร้างในนามวัดหนองเฒ่า สุโขทัย นำปัจจัยฝังลูกนิมิต และสร้างวิหารหลวงพ่อกวย ใครที่ต้องการรุ่นนี้ (ใหม่ 60) ก็ติดต่อทำบุญที่พระชุมพล โทร. 08-0000-2680 หรือที่มูลนิธิเล่ม 2 ของผู้เขียนก็พอได้ ถ้าจะหาของเก่า ก็หาดูเอาเองน๊ะ ระวังของปลอมด้วย ราคาเริ่มต้น 1 แสน (2562) โชคดีครับ เขียนขึ้นเพื่อยืนยัน ความศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่อ ความศักดิ์สิทธิ์ของหนุมาน ที่หลวงพ่อได้สร้างและเสกไว้ โชคดีครับ

หมายเหตุ ข้อสังเกตหนุมานย้อนยุคนี้ ตอนขึ้นหุ่นหล่อเสร็จ เขาได้ทะเลาะกัน ต่อยกันปากแตก เป็นตำหนิในวันหน้า (ให้สักเกตที่ปากแตก)
เฒ่า สุพรรณ

ที่มา: เฒ่า สุพรรณ
(อ.สมจิตต์ เทียนจันทร์)
56 หมู่ 5 บ้านปากน้ำ ต.ปากน้ำ
อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 72120
โทร. 081-943-7368